วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ความพยายาม...


     เคยไหม? ที่มีความคิดผุดขึ้นมาในหัวสมอง ว่าอยากลองเป็นนั่น อยากมีแบบนั้น อยากทำแบบนี้ จากนั้นก็มีคำถามตามติดมาเป็นโขยง ว่าทำไมเค้าถึงทำได้ ทำไมเค้าถึงมีได้ แล้วทำไมเราถึงไม่เป็นแบบนั้น ใช่สิ! เรามันห่วย เรามันแย่ พ่อแม่ก็ไม่ได้รวยล้นฟ้า เกิดชาติหน้าก็ไม่รู้จะมีได้อย่างคนอื่นเขาไหม ยิ่งคิดก็ยิ่งดิ่งตัวเองให้ลงไปอยู่ในจุดที่ต่ำสุด โดยไม่เคยตั้งคำถามกับหัวใจ ว่า "เราใช้ความพยายามมากพอแล้วหรือยัง?"

     ความพยายามของคนเรา มันมีไม่เท่ากัน บางคน แค่ทำ ๆ จับ ๆ นิด ๆ หน่อย ๆ ก็เรียกว่าพยายามแล้ว ทั้ง ๆ ที่ความจริง มันยังไม่ถึงครึ่งของสิ่งที่เราคาดหวังเอาไว้ด้วยซ้ำ บางคนพอลงมือทำไปสักนิด ก็อิด ๆ ออด ๆ โอดครวญว่าไม่ไหวแล้ว พยายามแล้วนะ แต่ว่ามันทำไม่ได้จริง ๆ แล้วก็โทษนั่นโทษนี่ ทั้ง ๆ ที่ต้นเหตุที่แท้จริง ๆ ก็คือตัวเราเองนั่นแหล่ะ แต่ก่อนที่เราจะมาพูดถึงการพยายามทำในสิ่งที่เรียกว่า "ความพยายามที่แท้จริง" เราต้องรู้ให้ได้ก่อน ว่าสิ่งที่เราต้องใช้ความพยายามเพื่อให้ได้มันมา มันมีค่ามากพอกับความพยายามของเราไหม เพราะถ้ามันเป็นแค่สิ่งที่เราอยากได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราจะมีความอดทนกับมันแค่เพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ซึ่งนี่แหล่ะ คือสาเหตุที่ทำให้หลาย ๆ คนเกิดอาการท้อแท้ และอยากจะล้มเลิกกลางคัน เนื่องจากใจมันบอกว่า "ไม่เป็นไร มันคงไม่ใช่สิ่งที่ฟ้าประทานมาให้เรา ไม่เอาก็ได้" ผมอยากให้ลองมองดูดอกไม้ในภาพนี้ให้ดี ถึงแม้ที่ให้กำเนิดของมันจะไม่ใช้พื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ แต่มันก็ยังพยายามที่จะต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด จนสามารถออกดอกมาให้ผู้คนได้เชยชม เห็นไหมครับ ถึงจะเป็นแค่ต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไร้ค่า แต่เวลาที่ดอกของมันผลิบาน มันก็กลายเป็นสิ่งที่สวยงามไปในพริบตา แล้วเราเองเป็นถึงมนุษย์ มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะฟันผ่าอุปสรรคไปได้ แต่จะมายอมแพ้ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยคิดแม้แต่จะพยายาม ก็ควรจะอายต้นไม้มันบ้างนะครับ

     แล้วไอ้หน้าตาของความพยายามที่ว่ามันเป็นยังไง? พอนึกภาพออกไหมครับ เวลาที่คุณตั้งใจทำอะไรสักอย่างด้วยความรู้สึกที่แรงกล้า อยากจะทำให้ได้ อยากจะเป็นให้ได้ ซึ่งปลายทางของพยายามนั้น คือความภาคภูมิใจที่ไม่อาจประเมินค่าได้ คล้าย ๆ กับเวลาที่เราตั้งใจทำอะไรเพื่อใครสักคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตนั่นแหล่ะ แต่มันก็ไม่ได้คล้ายกันไปหมดซะทุกคนหรอกนะ บางคนก็ไม่ได้อยากจะพยายามเพื่อใคร นอกจากตัวเองเท่านั้น ซึ่งมันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร และก็ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นคนไม่ดีด้วย เอาล่ะ พักเรื่องนี้ไว้ก่อน แล้วกลับมาที่ "ความพยายามที่แท้จริง" ที่เราพูดถึงกันอีกครั้ง สมัยนี้จะทำอะไรสักที มันก็มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแทบทั้งนั้น จนทำให้เรารู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้องพยายามอะไรขนาดนั้น มันก็สามารถมีได้เหมือนคนอื่นเขา แต่นั่นมันใช้ได้เฉพาะกับสิ่งที่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงินหรือเป็นสิ่งที่คนอื่นหยิบยื่นมาให้คุณเท่านั้น เพราะเรามัวแต่คิดว่า อะไร ๆ มันก็ง่ายไปซะหมด แถมยังมีความพยายามของคนอื่นมาทำหน้าที่แทนเราอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องมาแน่วแน่หรือตั้งใจอะไรกันให้ยุ่งยากเลย แต่เคยคิดไหมครับ ว่าถ้าวันนึงคุณไม่สามารถพึ่งพาความสามารถของคนอื่นได้อีกต่อไป คุณก็จะกลายเป็นคนที่ไร้ซึ่งประโยชน์ไปโดยปริยาย และสุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรกับพวกขี้แพ้ ที่ทำได้แค่อิจฉาและโยนความผิดให้กับโชคชะตาของตัวเอง 

     ถ้าคุณเคยคิดแบบนั้น ก็ขอให้โยนมันทิ้งไปซะ แล้วลองหันมาทบทวนกันใหม่ถึงความพยายามที่คุณมี ว่ามันมากพอที่จะทำให้คุณสมหวังหรือไม่ จากนั้นลองมองหา ว่าอะไรที่ทำให้คุณมีแรงใจในการฝันฝ่าอุปสรรค จะเป็นแรงบันดาลใจจากผู้คนที่ประสบความสำเร็จ หรือใครสักคนที่มีอิทธิพลต่อชีวิตคุณก็ได้ จากนั้นก็ตั้งเป้าหมายเอาไว้ แล้วลองจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่คุณจะได้ จากความพยายามครั้งนี้ ถ้ามีคนอื่นมาทำหน้าที่เป็นพยานให้ด้วยก็ยิ่งดี เราจะได้มีคนมาคอยซ้ำเติมและให้กำลังใจ ในเวลาที่เรารู้สึกเบื่อหน่ายหรือไม่อยากจะสู้อีกต่อไปแล้ว เพราะคำพูดของคนเหล่าานั้น สามารถนำมาใช้เป็นแรงผลักดันให้เราก้าวข้ามผ่านอุปสรรคที่อยู่ตรงหน้าไปได้ เวลาที่มีคนพูดจาเหยียดหยาม ดูถูก หรือแม้แต่เหน็บแหนม ก็ขออย่าได้โต้ตอบใด ๆ ไม่ใช่เป็นเพราะคุณแม่ขอร้อง แต่เป็นเพราะต้องการให้คุณเปลี่ยนมุมมองต่างหาก เก็บเปลวไฟแห่งความโกรธเอาไว้ และแปรเปลี่ยนให้เป็นเปลวไฟแห่งการต่อสู้ เมื่อถึงเวลาที่คุณประสบความสำเร็จ ความพยายามของคุณจะทำหน้าที่ตอบแทนคนเหล่านั้นอย่างถึงใจเอง

     แต่ทั้งนี้ ทุกสิ่งในโลกล้วนไม่มีอะไรที่แน่นอน  คำกล่าวที่ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" ดูเหมือนมันจะใช้ไม่ได้กับทุกสถานการณ์ ซึ่งหมายความว่าคุณต้องได้รับโอกาส และอยู่ถูกที่ ถูกเวลาเท่านั้น จึงจะประสบความสำเร็จ เพราะถึงมีความพยายามมากแค่ไหน มันก็สู้อำนาจที่ยิ่งใหญ่ของเงินตราไม่ได้ บางคนใช้ความพยายามอย่างหนักในการทำงาน เพื่อไต่เต้าไปยังตำแหน่งที่สูงกว่า แต่ไม่มีเส้นสายเหมือนคนอื่นเค้า มันก็เหนื่อยเปล่า หรือยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่เราพบเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ในหน้าจอทีวี ไม่ว่าจะเป็นรายการประกวดหรือเรียลลิตี้ต่าง ๆ ซึ่งทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องของเป็นธุรกิจ ต่อให้คุณพยายามแข่งขันหรือฝึกฝนอย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้าคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเหตุผลในการโหวตของคนดูได้ คุณก็ต้องทำใจยอมรับความพ่ายแพ้ไปในที่สุด แต่มันไม่ใช่เรื่องที่น่าอายนะครับ เพราะอย่างน้อย คุณก็ยังแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่คุณมี ผมเชื่อว่า ถ้าเราใส่ความตั้งใจและความเชื่อมั่น ลงไปในความพยายามของเรา ยังไงซะ สิ่งที่ได้รับกลับมา มันคงไม่ได้มีแค่คำว่า "แพ้หรือชนะ" อย่างแน่นอน  เพราะถึงแม้ในตอนสุดท้าย เราอาจไม่ได้รับความสำเร็จในสิ่งที่หวัง แต่เราก็ยังได้รับสิ่งมีค่าที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือความภาคภูมิใจ ของผู้ที่สามารถเอาชนะหัวใจตัวเอง ^^

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สะสมความสุขให้กับหัวใจใน 365 วัน : Chapter 3 "หางานอดิเรกทำ"


     ตารางชีวิตใน 24 ชั่วโมง จะมีสักกี่ชั่วโมง ที่สามารถหลบหนีความวุ่นวาย แล้วเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในโลกส่วนตัวได้ เวลาที่เหลือนอกจากทำงาน ก็ใช้ไปกับการสังสรรค์ ท่องเที่ยว หรือไม่ก็นอน ชีวิตวนเวียนอยู่แบบนี้ไม่จบไม่สิ้น จนบางครั้งต้องมานั่งถามตัวเอง ว่านี่เราเป็นคนหรือหุ่นยนต์กันแน่ อืม..ถ้าจะให้หางานอดิเรกสักอย่างทำ แล้วจะทำอะไรดีล่ะ? อันที่จริงก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำไปทำไมและทำเพื่ออะไร?

     ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า "งานอดิเรก" ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ทำยามว่างที่เกิดจากความสนใจและความสนุกสนาน โดยไม่ได้คิดถึงผลตอบแทนหรือสิ่งแลกเปลี่ยนอื่น ๆ เป็นหลัก แต่ได้ประโยชน์ในแง่ของการเพิ่มพูนทักษะ ความรุ้ และประสบการ์ในด้านต่าง ๆ แต่ความจริงแล้ววัตถุประสงค์หลักของการทำงานอดิเรก คือการสร้างความพึงพอใจ ที่ให้ได้ทั้งกับตัวเองและก็ผู้อื่น ตัวอย่างงานอดิเรกง่าย ๆ เช่น อ่านหนังสือ เล่นดนตรี ร้องเพลง ปลูกต้นไม้ ทำอาหาร วาดรูป หรือสะสมอะไรสักอย่าง ฯลฯ ซึ่งเราจะกล่าวถึงอีกครั้งในบทต่อ ๆ ไป แต่ครั้งนี้ อยากให้ตั้งใจมองหาอะไรสักอย่างทำดู เพื่อให้เราไม่รู้สึกว่างหรือเบื่อหน่ายกับชีวิตมากจนเกินไป นอกจากจะช่วยให้เรามีความสุขแล้ว ยังสามารถพัฒนาไปสู่การแข่งขันหรือสร้างรายได้ให้กับเราอีกทางหนึ่งก็ได้ แต่ยังไม่ต้องคิดไกล แค่เริ่มต้นให้ได้ก่อนดีกว่า

     สมัยนี้อะไรก็เป็นธุรกิจไปหมด แม้แต่การทำงานอดิเรกก็จำเป็นต้องใช้เงินในการซื้อหาเหมือนกัน เช่นการสะสมในสิ่งที่ชอบ ถือว่าเป็นงานอดิเรกที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก เนื่องจากของแต่ละอย่างมีราคาแพง หากตั้งหน้าตั้งตาสะสมแบบไม่คิดชีวิต ก็ระวังกระเป่าจะแฟ่บก่อนสิ้นเดือนกันบ้างก็ดีนะครับ คุณหนู ๆ ที่อยู่ในวัยเรียน ก็เพลา ๆ ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เอาไว้สักหน่อยก็ดีนะครับ เมื่อก่อนผมเคยบ้าสะสมหนังสือ ทั้งการ์ตูนและเกม เรียกว่ามีกี่สำนักพิมพ์ออกมา ก็ซื้อมาเก็บไว้แบบไม่ลืมหูลืมตา ทั้ง ๆ ที่บางเรื่องไม่เคยดูด้วยซ้ำ หรือไม่สนุก แต่ถ้าลองได้ซื้อสักเล่ม ก็ต้องสะสมมันไปจนกว่าจะจบ ซึ่งไม่เคยคำนวณว่ามันเป็นเงินเท่าไหร่ จนมาเจอเรื่องสยองตอนที่ปลวกกินตู้หนังสือนั่นแหล่ะ ถึงได้น้ำตาซึม แต่มันก็ทำให้เราเข้าใจ ว่าเงินที่เราสูญเสียไปกับการสะสมในสิ่งที่เราชอบ มันมากจนหน้าตกใจ ตั้งแต่นั้นมาผมเลยเปลี่ยนมาสะสมแต่เรื่องที่ชอบแทน ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้มากโขอยู่ แต่สำหรับท่านที่ไม่ชอบสะสมเพราะกลัวรก ไม่มีที่เก็บหรือเปลืองเงิน ทางเลือกที่ทำง่ายที่สุด คือการใช้อินเตอร์เน็ตนี่แหล่ะ แต่ต้องใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ด้วยนะ เพราะอินเตอร์เน็ตมีทั้งดีและโทษ หากเราวุ่นวายกับมันมากจนเกินไป อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำลายชีวิตของเราก็ได้ งานอดิเรกที่ทำได้โดยใช้อินเตอร์เน็ต เช่น การนั่งดูสารคดีหรือสิ่งต่าง ๆ ผ่านทางเว็บไซต์ การค้นหาข้อมูล หรือเข้าร่วมกลุ่มกับผู้คนที่มีงานอดิเรกแบบเดียวกัน หรืออ่านบทความที่น่าสนใจจากเว็บไซต์ที่ชื่่นชอบ ก็ถือเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งเหมือนกัน

     เอาล่ะครับ มาถึงตรงนี้คงจะพอนึกออกกันแล้ว ว่าจะทำอะไรดี แต่ถ้าใครขี้เกียจหรือไม่อยากจะทำ ผมก็ไม่มีสิทธิว่าอะไรนะครับ เพราะวัตถุประสงค์หลักของผม คือการแนะนำวิธีในการสร้างความสุขให้กับทุกท่าน ซึ่งท่านจะนำไปทำตามหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่ท่านจะตัดสินใจกันเอาเอง แต่ถ้าวิธีของผมสามารถสร้างความสุขและความถึงพอใจให้กับท่านได้แม้เพียงน้อยนิด ก็ถือว่าการทำบล็อกนี้ คืองานอดิเรกที่ดีที่สุดของผมเลย ^^

สะสมความสุขให้กับหัวใจใน 365 วัน : Chapter 2 "หมั่นยิ้มให้ตัวเองบ่อย ๆ"

   
     สิ่งหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยมีชื่อเสียง นั่นคือ "รอยยิ้ม" ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มในรูปแบบไหน มันก็ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกเป็นสุขใจทั้งนั้น ยกเว้นแต่รอยยิ้มประเภท "แสยะยิ้ม" หรือ "ยิ้มแบบดูถูกถากถาง" เหมือนตัวร้ายในละครทีวีเท่านั้น ที่อาจจะเปลี่ยนจากความสุขใจกลายเป็นความหมั่นไส้ ขึ้นมาได้ในทันที

    บ่อยครั้งที่พบเห็นใบหน้าของผุ้คน เวลาที่เคร่งเครียดกับการดำเนินชีวิต ส่วนใหญ่มักจะนั่ง หน้านิ่ว คิ้วขมวด บึ้งตึง นี่ยังไม่รวมถึงอาการที่แสดงออกมาพร้อมสีหน้า เช่น อารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิด โกรธง่าย คล้ายคนเป็นบ้า บางรายก็ร้องไห้ เสียน้ำตา เพราะไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเป็นประเดี่ยวประด๋าวก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าทำบ่อยเกินไปจนเริ่มติดเป็นนิสัย คนรอบข้างก็คงไม่อยากจะเข้าใกล้เหมือนกัน เป็นผม ผมก็ไม่อยากมองหน้าคนที่วัน ๆ เอาแต่ทำหน้าเหมือนยักษ์วัดแจ้งหรอกนะครับ เพราะมันชวนให้เสียวสันหลังว่าจะถูกกินเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ สู้เอาเวลาไปมองหน้าคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะช่วยทำให้ผมรู้สึกสุขใจได้ คงจะเสียดีกว่า

    สิ่งที่ผมมักจะทำอยู่เสมอ เวลาที่ส่องกระจก คือการยิ้มให้กับตัวเอง เพราะมันเป็นวิธีที่ดีและง่ายที่สุดในการให้กำลังใจกับตัวเอง และการมองดูสีหน้าของตัวเองในกระจก เวลาที่เรารู้สึกไม่ดี มันจะช่วยให้เรามองเห็นการแสดงออกทางสีหน้าของเราในขณะนั้น ซึ่งถ้ามันแย่ขนาดที่เราเองยังไม่คิดอยากจะมอง ก็คงไม่มีใครที่ไหนเค้าอยากจะมองหน้าเราเหมือนกัน ทีนี้ เมื่อคุณรู้ตัวแล้ว ว่าใบหน้าของคุณเวลาที่มีปัญหามันดูแย่ คุณก็แค่ปรับเปลี่ยนความรุ้สึกบนใบหน้า จากแหล่งรวมความรู้สึกร้าย ๆ ให้กลายเป็นรอยยิ้มไปซะ คุณจะรู้สึกดีขึ้นแบบไม่น่าเชื่อ คราวนี้ ความรู้สึกต่าง ๆ ที่คุณมี มันจะเริ่มเบาบางลง เพราะเวลาที่คุณยิ้ม ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความสุข ที่ชื่อว่า เอนเตอร์ฟีน ออกมา ซึ่งมันช่วยทำให้สมองได้รับการผ่อนคลายและรู้สึกสบายขึ้นนั่นเอง

   ครั้งหนึ่งผมเคยทำงานเป็น call center ของบริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง แต่ไม่ขอเอ่ยชื่อนะครับ คำแนะนำจากรุ่นพี่ที่อบรม คือทุกคนควรจะมีกระจกเล็ก ๆ ตั้งเอาไว้ที่โต๊ะทำงาน ซึ่งประโยชน์ของมันไม่ใช่เอาไว้แต่งหน้า หรือมองหาผักชีที่ติดฟันหรอกนะครับ แต่มันเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยทำให้คุณสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิ์ภาพ เพราะไม่ว่าคุณจะเจอกับลูกค้าแบบไหน เพียงคุณมองเข้าไปในกระจก และเริ่มยิ้มไปพร้อม ๆ กับพูด น้ำเสียงและอารมณ์ของคุณจะดูเป็นมิตรขึ้นมาในทันที และสามารถเปลี่ยนบรรยากาศที่ตึงเครียด ให้กลายเป็นเรื่องเบา ๆ ได้ในพริบตา ซึ่งใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน การพบปะกับผู้คน หรือแม้แต่การปลอบใจตัวเอง

    สิ่งสำคัญที่สุด ที่คุณควรจะจำไว้เสมอ คือ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมองว่าคุณเป็นคนบ้า เพราะผมเชื่อว่ารอยยิ้มเป็นสิ่งวิเศษที่สุดที่ติดมากับตัวมนุษย์ทุกคน แต่หลายคนกลัวที่จะแสดงมันออกมา เอาล่ะ จากนี้ไป ไม่ว่าจะมีเรื่องราวเลวร้ายสักแค่ไหน ขอให้คุณเดินตรงไปที่หน้ากระจก แล้วยกมุมปากขึ้น เพื่อฝืนยิ้มให้กับตัวเอง ถึงแม้มันจะยาก แต่คุณก็รู้ว่าามันไม่ได้ลำบากจนเกินไป อย่างน้อยมันก็ทำให้คุณได้เห็น ว่าในช่วงเวลาที่คุณไม่เหลือใคร คุณก็ยังมีอีกคนหนึ่งที่เข้าใจ และพร้อมจะมอบรอยยิ้มให้กับคุณ ^^

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สะสมความสุขให้กับหัวใจใน 365 วัน : Chapter 1 "ทำใจให้รักในสิ่งที่ทำ"

  
     ไม่ได้เข้ามาเขียนบล็อกซะหลายวัน เพราะมัวแต่ยุ่ง ๆ กับการจัดการเรื่องงานที่มันยังไม่เรียบร้อย ซึ่งตอนนี้ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว เลยมีเวลาว่างเข้ามานั่งเขียนอะไรเพลิน ๆ สักหน่อย ก่อนหน้านี้ มีข่าวจากหลายกระแส ว่าในช่วงเดือนพฤษภาคม จะมีเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่เกิดขึ้น แต่ตอนนี้ทุกอย่างก็ยังคงอยู่ในเหตุการณ์ปกติ เชื่อว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความกลัวซ่อนอยู่ในใจลึก ๆ ผมเองก็มีเหมือนกัน เพราะยังมีหลายสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ หรือยังรอที่จะทำอยู่ แต่ผมว่ามันก็ดีนะ เพราะมันช่วยให้เรารู้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรที่แน่นอน ฉะนั้นควรใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุด แทนที่จะมานั่งกลัวกลับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เราเอาเวลามาทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิตดีกว่า ก็เลยปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า ต่อจากนี้ไป ผมจะหาวิธีทำให้เกิดความสุขมานำเสนอให้กับทุกท่านเป็นประจำในระยะเวลา 365 วัน ซึงเชื่อว่า ถ้าท่านหากท่านสามารถนำวิธีเหล่านี้มาปฏิบัติให้ชีวิตมีความสุขได้ จากนี้ไป ต่อให้เจอเรื่องราวร้ายแรงแค่ไหน ท่านก็จะไม่รู้สึกเสียดาย เพราะใจของท่านมีความสุขมากพอแล้ว เอาล่ะ จะมัวช้าอยู่ทำไม เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า วิธีแรกที่นำมาเสนอคือ "ทำใจให้รักในสิ่งที่ทำ"

     โอย...แค่ข้อแรกก็เครียดซะแล้ว รู้ทั้งรู้ ว่าไอ้ที่ทำอยู่ บางทีมันก็ต้องทำเพราะความจำเป็น ด้วยภาระ หน้าที่ และความรับผิดชอบ จึงทำให้เราไม่มีสิทธิเลือก แล้วยังจะให้ทำใจให้รักอีก มันจะยิ่งทำให้ชีวิตต้องเหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิมไหม? คำตอบคือใช่! แน่นอนอยู่แล้วว่าคุณจะต้องเหนื่อยมากขึ้นแน่ ๆ แต่มันก็แค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ถ้ามาลองคิดดูให้ดี หากเรารู้สึกเบื่อหน่ายหรือไม่ศรัทธาในสิ่งที่เราทำ ไม่ได้เจาะจงเฉพาะเรื่องงาน แต่หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ผลักดันให้เราต้องปฏิบัติ เราก็จะไม่สามารถทำหน้าที่นั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าเราต้องจำใจกินในสิ่งที่เราไม่ชอบ เราก็อาจจะไม่อยากกิน ถ้าหิวมาก ๆ  ก็คงต้องจำใจกิน แต่สุดท้ายก็คงเหลือทิ้ง กินไม่หมด เพราะใจเราบอก สมองเราสั่งว่าไม่อยากให้กินนั่นเอง

     แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ แล้วเปิดใจยอมรับความจริงสักนิด เราอาจจะค้นพบว่า อาหารที่วางอยู่ตรงหน้า มันก็ไม่ได้เลวร้ายจนกินไม่ได้อย่างที่ใจเราคิดเลย การต้องฝืนใจให้รักในสิ่งที่เราไม่ได้ร้องขอ มันก็ย่อมจะยอมรับได้ยากกว่าสิ่งที่เราคุ้นเคยดีอยู่แล้ว วิธีที่ง่ายที่สุดคือการอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไร อดทนแล้วฝืนทำต่อไป แต่สุดท้ายมันจะได้อะไรนอกจากการแบกรับความทุกข์เอาไว้เพียงคนเดียว บางครั้งเราเองก็มักทำตัวเหมือนเด็ก เวลาที่เราต้องเจอกับปัญหาที่เราไม่อยากแก้ไข เราจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อปัดเอาภาระนั้นออกไปหรือไม่ก็ทำให้มันผ่านไปให้ไวที่สุด แต่พอถึงผ่านมาถึงจุดนึง เราก็จะรู้ว่า สิ่งที่เราทำมา ไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะเราไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าเราทำมันเพราะอะไร เมื่อมีปัญหา เราก็ไม่สามารถแก้ไขมันได้ด้วยตัวเอง เพราะเราไม่อยากจะรับรู้และใส่ใจกับมันนั่นเอง

     ผมไม่ได้มีเจตนา อยากจะกดดันหรือซ้ำเติมให้ทุกท่านรู้สึกแย่ไปกว่าเดิมนะครับ เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า ถ้าเราไม่ศรัทธาหรือใส่ใจในสิ่งที่ทำ ก็เหมือนกับเราไม่ได้ทำมันนั่นเอง เพราะผมเคยผ่านความรู้สึกกดดันแบบนั้นมาแล้ว และเคยต้องฝืนใจทำในสิ่งที่ใจไม่ชอบ สุดท้าย ผมก็ยอมแพ้โดยที่ไม่คิดจะต่อสู้อะไรเลยด้วยซ้ำ แต่มันก็คุ้ม เพราะทำให้ผมได้พบกับสิ่งที่มีค่าและมีความสุขมากกว่าเดิม ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีที่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ถ้ามันยังไม่ถึงเวลา เราก็ต้องเดินหน้าและลองทำมันต่อไป โดยพยายามโน้มน้าวความรู้สึกในใจ ให้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นที่ละนิด ทีละน้อย แต่ท้ายที่สุด ถ้าเรารู้สึกว่า มันเกินกว่าขีดจำกัดที่เราจะรับไหว ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนทนอีกต่อไป แล้วพยายามมองหาสิ่งใหม่ ๆ ที่คิดว่าเราจะสามารถอยู่กับมันได้ โดยไม่รู้สึกฝืนใจอีก...ก็พอ ^^

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อ่อนล้า...อ่อนไหว...อ่อนใจ...อ่อนแอ


     คำ 4 คำ ที่ล้วนแต่ทำให้เกิดทุกข์ทั้งกับร่างกายและจิตใจ ความอ่อนล้า เกิดจากความเหนื่อยที่ได้รับจากการต่อสู้กับชีวิตอย่างหนัก หรือต้องแบกรับกับเรื่องราวร้าย ๆ จนทำให้เกิดความอ่อนไหวต่ออารมณ์และความรู้สึก ยิ่งคิดลึก คิดเล็ก คิดน้อย กลัดกลุ้ม ยิ่งสุมไฟแห่งความทุกข์เอาไว้มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้รู้สึกอ่อนใจ จนสุดท้ายส่งผลให้เกิดความอ่อนแอ พ่ายแพ้ไปทั้งร่างกายและจิตใจ

     มนุษย์ รู้จักแต่การทำตัวเองให้มีความสุข แต่น้อยคนนักที่ยอมรับ และกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความทุกข์ ส่วนใหญ่ได้แต่โทษว่าเป็นความผิดของโชคชะตา ที่นำพาเรื่องเลวร้ายมาสู่ตน ทั้ง ๆ ที่บนพื้นฐานของความจริง สิ่งเหล่านี้ล้วนมีเหตุและมีผล แต่คนเราเลือกที่จะมองที่ผลของปัญหามากกว่าการค้นหาความจริงว่าอะไรคือที่สิ่งที่ทำให้เราต้องมานั่งทุกข์

     เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเจอกับปัญหา และคงมีสักครั้ง ที่รู้สึกว่าไม่อยากที่จะต่อสู้ เพราะเหนื่อยเกินกว่าที่จะฝืนทนต่อไปได้ ถ้าเคยมีความคิดแบบนี้ ก็ขอให้เปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ เพราะคงไม่มีใครที่จะจูงมือเราไปยังทางออกได้ ถ้าเราไม่คิดที่จะลุกขึ้นยืนและฝืนก้าวขาเดินหน้าต่อไป ถึงแม้ปลายทางข้างหน้า จะมีปัญหาใหม่ ๆ เข้ามาให้ต้องแก้ไข แต่ถ้าเราสามารถกำจัดความรู้สึกที่ไม่ดีเหล่านี้ให้หมดไป ไม่ว่าจะต้องเจอกับความทุกข์ในรูปแบบไหน ก็ไม่มีวันทำให้เรารู้สึกทุกข์ใจได้อย่างแน่นอน ^^

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อัญชันกับฟ้าใส ^^

    
     นั่นดอกอัญชัน เสียบไว้อยู่ในรูหู้...เนื้อร้องของเพลง "ดอกอัญชัน" ที่เคยได้ยินเจ้าหลานตัวน้อย ร้องให้ฟังอยู่บ่อย ๆ จนจำได้ขึ้นใจ แต่วันนี้เราไม่ได้มาสอนร้องเพลง แต่จะมาพูดถึงสิ่งที่มีอยู่ในเพลง นั่นคือดอกไม้สีน้ำเงินที่ชื่อว่าดอกอัญชัญ

     อัญชันเป็นไม้เลื้อยเนื้ออ่อน อายุสั้น มีทั้งดอกสีขาว ฟ้า และม่วง และมีทั้งแบบกลีบดอกธรรมดา และกลีบซ้อน (เหมือนในรูป) ออกดอกเกือบตลอดปี ขึ้นง่าย โตไว ชนิดที่ว่า ถ้าลืมเอาใจใส่มันก็จะเลื้อยไปไกล จนกลายเป็นพุ่มไม้รก ๆ ได้เหมือนกัน

     สารสีน้ำเงินที่มีอยู่ในดอกอัญชัน เรียกว่า สารแอนโทไซยานิน (anthocyanin) มีมากในผักผลไม้สีน้ำเงินและม่วง ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น ช่วยบำรุงสายตา เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นประจำ เพราะช่วยให้มีเลือดไหลเวียนมาเลี้ยงดวงตามากขึ้น อีกทั้งยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมของร่างกาย บำรุงเส้นผมให้มีสีเข้มอยู่เสมอ เรียกว่ามีประโยชน์ทั้งกินและใช้ในคราวเดียวกัน จนอยากจะพูดว่า "โอ๊วซ่าร่าส์ มันสุดยอดจริง ๆ เลย" 555+

     ส่วนการนำดอกอัญชันมาใช้ในการประกอบอาหาร ที่เห็นได้เด่นชัด คือการใช้สีที่คั้นได้มาใช้ในการทำขนม หรือง่ายที่สุดคือทำเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ของน้ำอัญชันคือ มันจะเปลี่ยนสีม่วงเมื่อโดนสารที่เป็นกรด และเปลี่ยนเป็นสีเขียวเมื่อโดนสารที่เป็นด่าง น้ำอัญชันที่เราเห็นวางขายกันส่วนใหญ่จะเป็นสีม่วง นั่นคือน้ำสีน้ำเงินที่ถูกผสมด้วยน้ำมะนาว จึงทำให้เปลี่ยนสีและมีรสเปรี้ยว โดยปกติแล้ว น้ำที่คั้นได้จากดอกอัญชันจะไม่มีรสแถมยังมีกลิ่นเหม็นเขียวนิด ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการดื่มจึงนิยมใช้มะนาวและน้ำตาลเข้ามาช่วยเพิ่มรสชาติ อีกทั้งยังทำให้มีสีสวยน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น

    รู้อย่างนี้แล้ว เห็นทีต้องหันมามองเจ้าไม้เลี้อยรก ๆ ต้นนี้ใหม่ซะแล้ว ตอนแรกผมก็ได้เมล็ดมาแค่ไม่กี่เมล็ด แต่ตอนนี้มันขึ้นไปทั่วจนมองไปทางไหนก็มีแต่อัญชันเต็มไปหมด 555+ เห็นไหมครับ ต้นไม้ธรรมดา ๆ แต่มีคุณค่ากับร่างกายอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินซื้อผลิตภัณฑ์ราคาแพงให้สิ้นเปลือง แถมไม่ต้องดื่มแล้วไปนอนให้วุ่นวาย แค่เดินไปเด็ดดอกอัญชันสัก 5 - 10  ดอกมาชงกับน้ำร้อน แล้วนั่งจิบชาอุ่น ๆ สีฟ้าไป นั่งทำงานไป มันก็ให้ความรู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูกเลยจริง ๆ ^^

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วันพระไม่ได้มีหนเดียว


     หลายคนคงคุ้นหูกับคำว่า "วันพระไม่ได้มีหนเดียว" ซึ่งเป็นสุภาษิตที่มีความหมายทั้งในเชิงบวกและลบ ในแง่บวก หมายถึง การให้กำลังใจ ไม่ให้รู้สึกท้อแท้ ถ้าวันนี้ทำไม่ได้ ก็ยังมีโอกาสให้แก้ตัวใหม่ได้ในวันข้างหน้า ส่วนในแง่ลบ หมายถึง การอาฆาตแค้น พยาบาท ใช้เพื่อบอกกับคู่อริว่า โอกาสหน้าข้าจะมาเอาคืน ว่ะ ฮะ ฮ่า (จะหัวเราะทำไม 555+)

     ที่นำเอาสุภาษิตนี้มาพูดถึง ก็เพราะวันนี้เป็นวันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและเป็นวันพระใหญ่ หลายคนคงมีโอกาสได้ไปทำบุญไหว้พระหรือเวียนเทียนในช่วงเย็น ซึ่งก็ขออนุโมทนาบุญด้วย แต่คงมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีโอกาสได้ไปเพราะอาจมีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ จึงเหมาะมากที่จะยกเอาคำคำนี้มาใช้ เพราะถ้าแปลความหมายกันตรงตัวแล้ว วันพระไม่ได้มีหนเดียว หมายถึง ใน 1 เดือนมีวันพระถึง 4 วัน หากพลาดโอกาสในการประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนา ก็ยังมีโอกาสให้ได้ทำได้ในวันพระต่อ ๆ ไป

     แต่ในความเป็นจริง ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเลือกทำความดีเฉพาะในวันสำคัญ เพราะความดีไม่มีวันที่กำหนด ไม่มีวาระ และไม่จำเป็นต้องมีการวางแผน เพียงมีความศรัทธาและมีใจที่อยากจะทำ แค่มีโอกาสได้สวดมนต์ไหว้พระบ้างและไม่เบียดเบียนให้ผู้อื่นต้องเป็นเดือดร้อนหรือเป็นทุกข์ ก็ถือว่าท่านได้กระทำหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนที่ดีแล้ว ทั้งนี้การที่มีการกำหนดวันพระขึ้นมา เพื่อให้เรามีวันสำหรับการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาเป็นประจำทุกสัปดาห์ และถือว่าเป็นวันเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาศีลหรือปฏิบัติธรรม นั่นเอง ก่อนจบบทความในวันนี้ อยากให้จดจำไว้เสมอว่า แค่เราไม่ได้ทำกิจกรรมทางพุทธศาสนา นั่นไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนไม่ดี ถ้าเรารู้และเข้าใจ ว่าสิ่งไหนควรทำและไม่ควรทำ แค่นั้นมันก็มากพอสำหรับคำว่า "พุทธศาสนิกชนที่ดี" แล้ว ^^

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ออ อา นอ อาน ไม้เอก อ่าน


     สมัยนี้จะมีสักกี่คน ที่พอเห็นตัวหนังสือยาว ๆ เป็นบรรทัด ยิ่งยาวเฟื้อยจนเต็มหน้ากระดาษแล้วอยากนั่งอ่านให้สบายอุรา มีแต่จะเบือนหน้าหนี หรือไม่ก็เปิดผ่านไปให้ไวที่สุด เพราะทุกวันนี้ มนุษย์เราให้ความสำคัญกับความสะดวก รวดเร็ว กระชับ ฉับไว จนทำให้ลืมคิดไป ว่าเรื่องบางอย่าง ถ้าไม่พิจารณาข้อมูลให้รอบคอบ อาจะทำให้เราเข้าใจความหมายในทางที่บิดเบือนไปก็ได้ เหมือนอย่างที่เขาว่า "ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด" นั่นแหล่ะ แต่เราไม่ได้พูดถึงการฟัง เพราะการฟังมันมีโอกาสที่เราจะผิดพลาดได้มากกว่า หากมีสิ่งรบกวน แต่การอ่านมันอยู่ที่สมาธิและความรู้สึกอยากรับรู้ของผู้อ่านมากกว่า


   จากสถิติการอ่านหนังสือของคนไทยปี 51 (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ) พบว่าคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไปอ่านหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือเรียนหรือเพื่อการทำงานเพียง 66.3% ประเภทหนังสือที่อ่านมากที่สุด คือ

1. หนังสือพิมพ์     71% (ใกล้เคียงกับประเทศออสเตรเลีย ร้อยละ 77.3)
2. นิยาย / การ์ตูน  38.8%
3. นิตยสาร          35.4%

แยกกลุ่มตามวัยพบว่า
1. กลุ่มวัยเด็กอ่าน      81.5%
2. กลุ่มเยาวชนอ่าน    78.6%
3. กลุ่มทำงาน           64.3%
4. กลุ่มผู้สูงอายุ         39.3%

แยกตามเพศพบว่า
1. ชายอ่าน               67.5%
2. หญิงอ่าน              65.1%

ในกลุ่มเด็กเล็กพบว่า
1. เด็ก กทม. อ่านมากที่สุด 45.3 %
2. เด็กอีสานอ่านน้อยที่สุด  31.3 %

     แต่ที่น่าตกใจที่สุดคือคนไทยใช้เวลาในการอ่านหนังสือน้อยลงเฉลี่ย 51 นาทีต่อวัน ในปี 2548 เหลือ 39 นาทีต่อวัน และในปี 2551 มีกลุ่มเยาวชนอ่านหนังสือมากที่สุด 46 นาทีต่อวัน แล้วอีก 1,394 นาที เอาไปใช้ทำอะไรกันหมด ซึ่งก็พอเข้าในใจ ว่าส่วนใหญ่คงใช้เวลาหมดไปกับการทำงาน การพักผ่อน การท่องเที่ยว หรือแม้แต่การให้เวลากับครอบครัว (ซึ่งประเด็นนี้ถือว่าน้อยมาก) นอกจากนั้น คงหมดเวลาไปกับการคอมเม๊นท์ โพสต์รูป สร้างเมือง ปลูกผัก หรือไม่ก็จีบกันไปตามประสา หรือไม่ก็ใช้เวลาไปกับการทำบล็อกเหมือนผมนี่แหล่ะ 555+

   เมื่อก่อนผมเองก็ชอบการอ่านหนังสือมาก แต่ยอมรับว่าตั้งแต่มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ หนังสือทั้งหลายก็ถูกจัดกลับเข้าไปในตู้ และแทบจะไม่ได้แตะมันอีกเลย ก็เพราะทุกอย่างมันหาได้จากในเน็ตหนิ แล้วจะต้องไปอ่านมันอีกทำไม ใช่! มันก็ถูก แต่ไม่ทั้งหมด รู้ไหม? ประโยชน์ของการนั่งอ่านหนังสือจริง ๆ คืออะไร มันคือการที่เราได้ใช้เวลาและสมาธิทั้งหมด จดจ่อกับการอ่าน เพื่อจดจำและรับรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านทางตัวหนังสือ ถ้าคนที่รักการอ่านจริง ๆ คงเข้าใจ ว่าสิ่งที่ถูกซ่อนเอาไว้ คือความตั้งใจของผู้เขียน กว่าจะออกมาเป็นหนังสือสักเล่มหรือบทความสักหน้า มันต้องใช้เวลาในการจัดทำ กว่าจะหาข้อมูล กว่าจะเริ่มเขียน กว่าจะได้แรงบันดาลใจ แต่กลับถูกเมินไป เพราะไม่มีใครสนใจที่จะอ่านมัน ผมไม่ได้บังคับนะและไม่ได้คิดตำหนิคนที่ไม่ชอบการอ่านด้วย เพราะทุกคนย่อมมีภาระหน้าที่และความชอบที่แตกต่างกัน แต่อย่างน้อย สักช่วงเวลานึงที่เราพอจะเจียดเวลาได้ ลองหาอะไรที่เราสนใจแล้วนั่งอ่านมันไป ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือเล่มหนา ๆ จะเป็นใบปลิว แผ่นพับ บทความจากอินเตอร์เน็ต หรือแม้แต่ FW เมลล์ที่เพื่อนของคุณส่งมาให้ เราแล้วจะรู้ ว่าไอ้ตัวหนังสือยาวยืดที่เราไม่เคยใส่ใจ มันให้อะไรมากกว่าทำให้ตาลายอย่างแน่นอน ^^

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

บันทึกความโกรธ


     เคยไหม? เวลาที่เรารู้สึกโกรธใครมาก ๆ จนแทบอยากจะกระโดดไปซัดให้กระเด็น หรือไม่ก็คิดแผนการลอบฆ่า ได้สลับซับซ้อน ราวกับหลุดออกมาซี่รี่ส์ CSI แต่บางทีก็ทำอะไรไม่ได้ เลยต้องเก็บกดเอาไว้ กลายเป็นความเครียดสะสม แต่วันนี้ผมมีข้อแนะนำดี ๆ มาฝาก แถมทำได้ง่าย ๆ โดยใช่แค่สมุดเพียง 1 เล่มกับปากกาเพียง 1 ด้าม แต่ถ้าหาไม่ได้ อะไรใกล้ตัวก็คว้า ๆ ก่อนก็แล้วกันนะ อิอิ

     คำถาม : จะเอามาทำอะไร เอาไว้เขียนระบายความเครียดเหรอ หรือเอาไว้ด่าไอ้คนที่ทำให้เราโกรธ ดีเลย จะได้ด่าให้หนำใจ
     คำตอบ : ตู๊ด ตู๊ดดดดดดดดดดดดดด ผิดนะคร๊าบ เคยได้ยินคำพระท่านกล่าวไหมครับว่า "โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า" ซึ่งช่วงเวลาที่เราบ้านี่แหล่ะ ที่มันอาจทำให้เราตัดสินใจทำเรื่องบางอย่างที่อาจทำให้เราต้องเสียใจไปตลอดชีวิตโดยที่เราไม่รู้ตัว

     โดยปกติแล้ว มนุษย์จะสามารถควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้ ยกเว้นในกรณีที่เกิดความรู้สึกในด้านใดด้านหนึ่งมากจนเกินไป เช่น ดีใจมากจนเกินไป เสียใจมากจนเกินไป หรือโกรธมากจนเกินไป ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้จะถูกสะสมเอาไว้ หากเราไม่ได้ระบายมันออกไปจากใจ โดยเฉพาะความโกรธ สมมติว่าวันนี้เราโดนเจ้านายเรียกเข้าไปพบ และต่อว่าเรื่องงาน ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของเรา แต่ด้วยความที่เค้าอยู่เหนือกว่า เลยโบ๊ยความผิดมาที่เราฝ่ายเดียว อารมณ์ตอนนั้นมันโมโหถึงขีดสุดแล้ว สิ่งที่ผุดขึ้นมาในสมอง มีอยู่สองความรู้สึก คือ โกรธ และเสียใจ ซึ่งอาจทำให้เราตัดสินใจ :

1. ชกมันหน้าหงายไปเลย ใครจะไปทนไหว ผลที่ตามมา โดนไล่ออก ประวัติเสีย และขั้นที่เลวร้ายที่สุดคือโดนข้อหาทำร้ายร่างกาย เสียทั้งงาน เสียทั้งเงิน เสียทั้งชื่อเสียง และสิ่งที่ตามมาคือภาระที่หนักอึ้งในช่วงว่างงาน ยิ่งถ้ามีครอบครัว ยิ่งก่อให้เกิดความเครียดเพิ่มขึ้นไปอีก
2. เดินออกจากห้อง แล้วกลับไปทำให้งานมันผิดพลาดจริง ๆ เรียกว่าประชดกันไปเลย ไหน ๆ ก็ทำดีไม่ขึ้นแล้วหนิ ผลที่ตามมา คือ งานที่ทำได้รับความเสียหายหรือล่าช้ากว่ากำหนด เพราะต้องมานั่งแก้ไขไปมา แถมยังอาจจะเพิ่มงานให้คนอื่น ต้องมาเหนื่อยพร้อมกับเราไปด้วย กลายเป็นสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนร่วมงานไปโดยไม่รู้ตัว
3. อดทนไว้ ทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในสมองกลับคิดเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ผลที่ตามมา คือ เกิดความรุ้สึกท้อแท้ เบื่อหน่าย กำลังใจหดหาย ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และอาจส่งผลกระทบทำให้ความสุขในด้านอื่น ๆ ของชีวิตลดลง

     ซึ่งการตัดสินใจทั้ง 3 ทางเลือก ไม่มีข้อไหนที่ส่งผลดีทั้งในด้านความรู้สึกและการทำงานเลย เอาล่ะ มาลองวิธีของผมดูดีกว่า ขั้นแรก ให้คุณเตรียมสมุด 1 เล่ม กับปากกา 1 ด้ามติดตัวเอาไว้อยู่ตลอด ถ้าขี้เกียจพก จะหากระดาษอะไรมาก็ได้ แต่ขอให้ได้เขียนก็แล้วกัน ถ้าอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ก็เปิด notepad ขึ้นมาก็ได้ ตามตัวอย่าง เราจะเอาสมุดกับปากกาวางไว้ที่โต๊ะทำงาน หลังจากโดนหัวหน้าเรียกเข้าไปเทศนาเรียบร้อย ก็ให้เดินออกมาด้วยใบหน้าปกติ เก็บความโกรธเอาไว้ ยิ่งเราทำเหมือนไม่มีอะไร ยิ่งทำให้ทุก ๆ อย่างมันง่ายขึ้น จากนั้นรีบเดินกลับไปที่โต๊ะให้เร็วที่สุด เปิดสมุด และหยิบปากกาขึ้นมาเขียนความรู้สึกทุกอย่างที่คุณคิดลงไป เขียนให้หมด ไม่ว่าจะเป็นความขับแค้นใจ สิ่งที่อยากทำ ความเกลียดชัง หรือแม้กระทั่ง ความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา เขียนไปจนกว่าคุณจะรุ้สึกว่า ความโกรธที่มีมันเริ่มลดระดับลงแล้ว จากนั้น กลับมาอ่านข้อความที่คุณเขียนลงไป คุณจะรู้สึกประหลาดใจว่า ทำไมคุณถึงคิดอะไรได้มากถึงขนาดนี้ และลองพิจารณาให้ดี ว่าถ้าคุณทำในสิ่งที่คุณเขียนลงไป จะมีผลตามมายังไงบ้าง วัตถุประสงค์ของบันทึกความโกรธครั้งนี้ คือ การที่คุณได้ปลดปล่อยความรู้สึกต่าง ๆ ออกมา เพราะความคิดที่อยู่ในสมองจะไม่สามารถเรียบเรียงได้ ในเวลาที่สภาพจิตใจไม่อยู่ในสภาวะปกติ ดังนั้น การได้ส่งผ่านความรู้สึกออกมาเป็นตัวหนังสือ ทำให้เราได้อ่านและสะท้อนเอาความรู้สึกเหล่านั้นกลับเข้าไป คราวนี้ เราจะได้เข้าใจ การตัดสินใจทำอะไรจากอารมณ์ชั่ววูปเพียงไม่กี่นาที สามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีเหมือนกัน

     หลังจากที่เราได้อ่านและพิจารณาถึงผลกระทบที่ตามมาแล้ว สิ่งต่อไปที่เราต้องพยายามทำให้ได้ คือการสร้างความเคยชิน เพราะสิ่งที่เปลี่ยนได้ยากที่สุดคือนิสัยของมนุษย์ หากเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของอีกฝ่ายได้ ก็จำเป็นที่เราจะต้องยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับอุปนิสัยนั้น ๆ การมองทุกอย่างด้วยความเข้าใจ และยอมรับในข้อเสียของอีกฝ่ายได้ จะช่วยให้เรามีความรุ้สึกที่ดีขึ้น ไม่ได้เจาะจงเฉพาะเรื่องงาน ทั้งเรื่องการเรียน การใช้ชีวิต รวมไปถึงเรื่องของความรัก ถ้าเราระบายความรุ้สึกที่ไม่ดีออกมา และพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียจากความรุ้สึกเหล่านั้นได้ อะไร ๆ มันก็จะง่ายขึ้นเยอะ แต่ทั้งนี้ วิธีที่แนะนำเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะเป็นเรื่องส่วนตัวอยู่สักหน่อย เพราะมันคงไม่ดีแน่ ๆ ถ้ามีใครมาอ่านหรือรับรู้ถึงความรู้สึกที่ไม่ดีของเรา ขั้นตอนสุดท้าย คือการทำลายความรู้สึกในกระดาษ ให้หายไปพร้อม ๆ กับความรู้สึกในจิตใจซะ แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อย หรือถ้าใครอยากจะเขียนเป็นไดอารี่ ก็ตามสะดวก แต่ต้องเก็บเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน ถ้าเป็นไปได้ ใช้แบบที่ต้องใช้รหัสเปิดหรือมีที่ล็อกได้ยิ่งดี คราวนี้ เราจะได้มีสมุดบันทึกความโกรธเอาไว้นั่งอ่านเป็นเครื่องเตือนใจในเวลาที่เรารุ้สึกแย่ ๆ เพื่อสร้างกำลังใจในการข้ามผ่านปัญหาเหล่านั้นไปอีกครั้ง ^^

หมายเหตุ : คำแนะนำนี้ อาจจะใช้ไม่ได้ในกรณีที่อยู่ในสถานะการณ์เลวร้ายระดับ 10 แต่อาจจะช่วยยับยั้งให้มันลดระดับลงมาได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกและความพร้อมของตัวเรา ถ้าเราคิดว่าเกินจะทนไหว ก็จงทำตามที่ใจเรียกร้อง แต่ก็ต้องยอมรับถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาให้ได้ด้วยนะ ^^

เหงา...


     หลาย ๆ ครั้งที่ความเหงา มักจะทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ เรายังรู้สึกสนุกกับชีวิต อยู่ในแวดวงที่มีผู้คนห้อมล้อมมากมาย แต่พอกลับมานั่งหายใจอยู่ในมุมเงียบ ๆ รู้สึกตัวอีกที ความเหงา มันก็จะเริ่มเข้ามานั่งเฝ้าอยู่ข้าง ๆ กายซะแล้ว

   "เหงา" คำง่าย ๆ สั้น ๆ แค่ประโยคเดียว แต่กลับทำให้ใครหลายต่อหลายคนต้องเสียน้ำตา หมดกำลังใจหรือท้อแท้ แม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ก็คงมีสักครั้งหนึ่ง ที่ต้องพบเจอกับความเหงา แต่รู้อะไรมั๊ย? ถ้าเราไม่เคยเหงา เราก็จะไม่เข้าใจถึงสุขและความอบอุ่น เวลาที่เราได้อยู่ใกล้กับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นคนรัก เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว บางคน...ภายนอกดูเป็นคนเฮฮาสนุกสนาน มีกิจกรรมสังสรรค์ไม่เคยขาด แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกเหล่านั้นมันก็จะหายไปด้วย เหลือทิ้งไว้แค่เพียงว่างเปล่าและเงียบงัน แล้วเราเคยลองถามตัวเองดูบ้างหรือเปล่า ว่าทำไมถึงต้องรู้สึกเหงา ทั้ง ๆ ที่ความจริง ไม่น่าจะมีคำ ๆ นี้ อยู่ในสารบบของชีวิตเลยด้วยซ้ำ บางที มันอาจจะเป็นเพราะเรายังไม่พบเจอกับสิ่งที่สามารถเติมเต็มความรู้สึกของเราได้...ล่ะมั้ง

     ความเหงาของแต่ละคน มันก็ไม่ได้เหมือนกันหมดซะทีเดียว บ้างก็เหงาเพราะรัก บ้างก็เหงาเพราะคิดถึง บ้างก็เหงาเพราะโดดเดี่ยว บ้างก็เหงาเพราะไม่มีใคร แต่สุดท้าย ความรู้สึกเหล่านั้นมันจะถูกอัดแน่นอยู่ลึก ๆ ข้างในจิตใจ จะพูดหรือบอกกับใครก็ไม่ได้ รอวันที่จะระเบิดออกมา ขึ้นอยู่กับว่าใครจะทนได้นานสักแค่ไหน บางคนอาจต้องเสียน้ำตา เหว่าว้าหรือสับสน และบางคนก็ถึงขั้นสิ้นหวังกับชีวิต ก็เพราะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกแย่ ๆ จนลืมนึกไปว่า "ไม่มีใครทำให้คุณรู้สึกเหงาได้ นอกจากตัวและใจของคุณเอง" ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว ยังจะทำตัวเองให้เหงาอยู่อีกทำไม? ลองเปลี่ยนแปลงความรู้สึกเหงา ให้เป็นความรู้สึกรัก เพราะถ้าหากเรารู้สึกรักใครสักคน ความรู้สึกเหงามันก็จะหายไปก่อนที่เราจะรู้สึกเอะใจเสียอีก แต่คำถามที่จะตามมาก็คือ แล้วจะให้รักใคร? ก็เพราะไม่มีใครให้รัก มันเลยรู้สึกเหงาไงล่ะ ถ้าใครคิดแบบนี้ ขอเคาะด้วยมะเหงกที่หัวสักหนึ่งที ก่อนที่จะบอกว่า "รักไปเถอะ" ใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเอง ว่าเราจะต้องมีความรักให้กับใคร และในรูปแบบไหน เราไม่จำเป็นที่จะต้องรักด้วยความรู้สึกที่ถูกกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมา ง่าย ๆ ใกล้ตัว แค่รักครอบครัวให้มาก ๆ หมั่นพูดคุยและให้ความสำคัญกับพวกเค้า แค่นี้เราก็จะไม่รู้สึกเหงาอีกต่อไปแล้ว หรือถ้าอยากจะช่วยทำให้คนอื่นหายเหงาไปพร้อม ๆ กับเราด้วย ลองมองหากิจกรรมที่ทำประโยชน์ให้แก่สังคมดู หรือแม้แต่การหาสัตว์เลี้ยงมาเป็นเพื่อนคลายเหงา มันก็เป็นวิธีที่เข้าท่าอยู่เหมือนกัน แต่คุณจะต้องมั่นใจเสียก่อนนะ ว่าเมื่อคุณหายเหงาแล้ว คุณจะรักษาความรักเหล่านี้เอาไว้ เหมือนเมื่อครั้งที่คุณเคยไขว่คว้าหามัน เพียงเท่านี้ ก็จะไม่มีคำว่า "....." อยู่ในทุกวินาทีของชีวิตคุณอีกเลย ^^

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ความสุขยามเช้า


     ความสุขจากการได้ยืนมองพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า สิ่งที่สัมผัสได้นอกเหนือจากความสวยงาม  นั่นก็คือความรู้สึกถึงการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งช่วยทำให้เราได้เข้าใจ ว่าในทุกครั้งที่เข้าสู่เช้าวันใหม่ ดวงอาทิตย์จะยังคงส่องแสงเพื่อให้ความสว่างไสวอยู่เสมอ ชีวิตคนก็ไม่ต่างกัน เมื่อปัญหาต่าง ๆ ถาโถมเข้ามา ผลักดันให้ชีวิตของเราก้าวเข้าสู่ความมืด แต่ในไม่ช้า ทุก ๆ อย่างก็จะกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง และชีวิตของเราก็จะพบกับแสงสว่างดังเดิม

     ความสุขง่าย ๆ แค่ไม่กี่นาที แต่จะมีสักกี่คนที่มองเห็น เพราะเรามัวแต่ให้ความสำคัญกับตารางชีวิต จนมองข้ามความสวยงามจากธรรมชาติไป แต่ไม่เป็นไร... เพราะในทุก ๆ เช้าของวันใหม่ จะยังคงมีดวงตะวันให้เราได้ชื่นชมในความงามและความอบอุ่น...อยู่เรื่อยไป ^^

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ยินดีต้อนรับสู่โลกใบเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความสุข ^^

     โลกในยุคสมัยนี้ มองไปทางไหนก็มีแต่เรื่องวุ่นวาย ไหนจะปัญหาส่วนตัว ไหนจะปัญหาส่วนรวม มีแต่เรื่องให้ปวดหัว เวลาในการใช้ชีวิต ก็ลดน้อยถอยลง จนแทบจะเหลือที่ว่างให้กับคำว่า "ความสุข"

      เมื่อตอนที่เรายังเป็นเด็ก เรามักจะถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า "โตขึ้นอยากจะเป็นอะไร" บางคนก็อยากเป็นครู เป็นหมอ เป็นพยาบาล ซึ่งล้วนแต่เป็นภาพที่เราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เกิด แต่พอเราโตขึ้น กลับไม่เคยมีใครตั้งคำถามกับเราว่า "ตอนเป็นเด็กเราอยากจะทำอะไร" หน้าที่ทางสังคม การวางตัวให้เหมาะสม ทำให้เราต้องเก็บเอาความสนุกในวัยเด็กทิ้งไป เพื่อเหลือที่ว่างให้กับงานและภาระความรับผิดชอบ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว เด็กตัวน้อย ๆ ยังคงวิ่งเล่นอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจ และไม่เคยจากเราไปไหน แต่เพราะเค้ารู้ ว่าทุกเรื่องที่ต้องตัดสินใจเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เลยทำให้เขาเลือกที่จะขังตัวเองเอาไว้ รอวันที่มีใครสักคนเข้าใจ และจูงมือของเขาออกมาสู่โลกภายนอกอีกครั้ง
   
     บล็อกนี้จึงจัดทำขึ้น เพื่อใช้เป็นพื้นที่ปลดปล่อยความสุขในวัยเด็กของเราออกมา รวมไปถึงการค้นหาช่องทางที่จะสร้างความสุขให้กับตัวของเราเอง ซึ่งความสุขเหล่านี้ ล้วนแต่อยู่ใกล้ ๆ ตัวของเราทั้งนั้น เพียงแต่เราไม่เคยหันมามอง หรือลองค้นหาด้วยตัวของเราเอง ผมเองก็เลยวัยที่จะทำตัวสนุกสนานแบบเด็ก ๆ มานานแล้ว แต่ผมก็ไม่เคยทอดทิ้งความรู้สึกเหล่านั้นไปเลย แม้แต่วินาทีเดียว ไม่จำเป็นเลย ที่เราจะต้องทิ้งความเป็นตัวของตัวเอง เพื่อที่จะทำให้คนอื่นมีความสุข ทำไมไม่เลือกที่จะมีความสุขไปพร้อม ๆ กับคนอื่น ผมเองก็ไม่ได้เป็นผู้รู้แจ้งหรือเก่งกาจขนาดที่ทำให้ทุกคนมีความสุขได้หลังจากอ่านบล็อกนี้หรอกนะครับ แต่อย่างน้อย ผมเชื่อว่า ถ้าเราได้มีโอกาสหันกลับมามองตัวของเราเอง และลองทำอะไรให้กับตัวเองบ้าง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป เหมือนคำที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า "ถ้าไม่รู้จักรักตัวเอง แล้วเราจะรุ้จักรักคนอื่นได้ยังไง" นั่นแหล่ะครับ ^^

     หวังว่าโลกใบเล็ก ๆ ในบล็อกแห่งนี้ จะสามารถสร้างความสุขให้กับทุก ๆ ท่านที่ผ่านเข้ามา ได้ไม่มากก็น้อย หรืออาจจะไม่ได้อะไรเลยก็ได้ 55+ แต่อย่าลืมนะครับ ว่า "ความสุขก็ไม่จำเป็นต้องมีสาระ" เสมอไป ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว ก็มาทำตัวเองให้มีความสุขกันเถอะ : Tle ^^