วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
อ่อนล้า...อ่อนไหว...อ่อนใจ...อ่อนแอ
คำ 4 คำ ที่ล้วนแต่ทำให้เกิดทุกข์ทั้งกับร่างกายและจิตใจ ความอ่อนล้า เกิดจากความเหนื่อยที่ได้รับจากการต่อสู้กับชีวิตอย่างหนัก หรือต้องแบกรับกับเรื่องราวร้าย ๆ จนทำให้เกิดความอ่อนไหวต่ออารมณ์และความรู้สึก ยิ่งคิดลึก คิดเล็ก คิดน้อย กลัดกลุ้ม ยิ่งสุมไฟแห่งความทุกข์เอาไว้มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้รู้สึกอ่อนใจ จนสุดท้ายส่งผลให้เกิดความอ่อนแอ พ่ายแพ้ไปทั้งร่างกายและจิตใจ
มนุษย์ รู้จักแต่การทำตัวเองให้มีความสุข แต่น้อยคนนักที่ยอมรับ และกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความทุกข์ ส่วนใหญ่ได้แต่โทษว่าเป็นความผิดของโชคชะตา ที่นำพาเรื่องเลวร้ายมาสู่ตน ทั้ง ๆ ที่บนพื้นฐานของความจริง สิ่งเหล่านี้ล้วนมีเหตุและมีผล แต่คนเราเลือกที่จะมองที่ผลของปัญหามากกว่าการค้นหาความจริงว่าอะไรคือที่สิ่งที่ทำให้เราต้องมานั่งทุกข์
เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเจอกับปัญหา และคงมีสักครั้ง ที่รู้สึกว่าไม่อยากที่จะต่อสู้ เพราะเหนื่อยเกินกว่าที่จะฝืนทนต่อไปได้ ถ้าเคยมีความคิดแบบนี้ ก็ขอให้เปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ เพราะคงไม่มีใครที่จะจูงมือเราไปยังทางออกได้ ถ้าเราไม่คิดที่จะลุกขึ้นยืนและฝืนก้าวขาเดินหน้าต่อไป ถึงแม้ปลายทางข้างหน้า จะมีปัญหาใหม่ ๆ เข้ามาให้ต้องแก้ไข แต่ถ้าเราสามารถกำจัดความรู้สึกที่ไม่ดีเหล่านี้ให้หมดไป ไม่ว่าจะต้องเจอกับความทุกข์ในรูปแบบไหน ก็ไม่มีวันทำให้เรารู้สึกทุกข์ใจได้อย่างแน่นอน ^^
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
อัญชันกับฟ้าใส ^^
นั่นดอกอัญชัน เสียบไว้อยู่ในรูหู้...เนื้อร้องของเพลง "ดอกอัญชัน" ที่เคยได้ยินเจ้าหลานตัวน้อย ร้องให้ฟังอยู่บ่อย ๆ จนจำได้ขึ้นใจ แต่วันนี้เราไม่ได้มาสอนร้องเพลง แต่จะมาพูดถึงสิ่งที่มีอยู่ในเพลง นั่นคือดอกไม้สีน้ำเงินที่ชื่อว่าดอกอัญชัญ
อัญชันเป็นไม้เลื้อยเนื้ออ่อน อายุสั้น มีทั้งดอกสีขาว ฟ้า และม่วง และมีทั้งแบบกลีบดอกธรรมดา และกลีบซ้อน (เหมือนในรูป) ออกดอกเกือบตลอดปี ขึ้นง่าย โตไว ชนิดที่ว่า ถ้าลืมเอาใจใส่มันก็จะเลื้อยไปไกล จนกลายเป็นพุ่มไม้รก ๆ ได้เหมือนกัน
สารสีน้ำเงินที่มีอยู่ในดอกอัญชัน เรียกว่า สารแอนโทไซยานิน (anthocyanin) มีมากในผักผลไม้สีน้ำเงินและม่วง ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น ช่วยบำรุงสายตา เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นประจำ เพราะช่วยให้มีเลือดไหลเวียนมาเลี้ยงดวงตามากขึ้น อีกทั้งยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมของร่างกาย บำรุงเส้นผมให้มีสีเข้มอยู่เสมอ เรียกว่ามีประโยชน์ทั้งกินและใช้ในคราวเดียวกัน จนอยากจะพูดว่า "โอ๊วซ่าร่าส์ มันสุดยอดจริง ๆ เลย" 555+
ส่วนการนำดอกอัญชันมาใช้ในการประกอบอาหาร ที่เห็นได้เด่นชัด คือการใช้สีที่คั้นได้มาใช้ในการทำขนม หรือง่ายที่สุดคือทำเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ของน้ำอัญชันคือ มันจะเปลี่ยนสีม่วงเมื่อโดนสารที่เป็นกรด และเปลี่ยนเป็นสีเขียวเมื่อโดนสารที่เป็นด่าง น้ำอัญชันที่เราเห็นวางขายกันส่วนใหญ่จะเป็นสีม่วง นั่นคือน้ำสีน้ำเงินที่ถูกผสมด้วยน้ำมะนาว จึงทำให้เปลี่ยนสีและมีรสเปรี้ยว โดยปกติแล้ว น้ำที่คั้นได้จากดอกอัญชันจะไม่มีรสแถมยังมีกลิ่นเหม็นเขียวนิด ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการดื่มจึงนิยมใช้มะนาวและน้ำตาลเข้ามาช่วยเพิ่มรสชาติ อีกทั้งยังทำให้มีสีสวยน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น
รู้อย่างนี้แล้ว เห็นทีต้องหันมามองเจ้าไม้เลี้อยรก ๆ ต้นนี้ใหม่ซะแล้ว ตอนแรกผมก็ได้เมล็ดมาแค่ไม่กี่เมล็ด แต่ตอนนี้มันขึ้นไปทั่วจนมองไปทางไหนก็มีแต่อัญชันเต็มไปหมด 555+ เห็นไหมครับ ต้นไม้ธรรมดา ๆ แต่มีคุณค่ากับร่างกายอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินซื้อผลิตภัณฑ์ราคาแพงให้สิ้นเปลือง แถมไม่ต้องดื่มแล้วไปนอนให้วุ่นวาย แค่เดินไปเด็ดดอกอัญชันสัก 5 - 10 ดอกมาชงกับน้ำร้อน แล้วนั่งจิบชาอุ่น ๆ สีฟ้าไป นั่งทำงานไป มันก็ให้ความรู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูกเลยจริง ๆ ^^
วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
วันพระไม่ได้มีหนเดียว
หลายคนคงคุ้นหูกับคำว่า "วันพระไม่ได้มีหนเดียว" ซึ่งเป็นสุภาษิตที่มีความหมายทั้งในเชิงบวกและลบ ในแง่บวก หมายถึง การให้กำลังใจ ไม่ให้รู้สึกท้อแท้ ถ้าวันนี้ทำไม่ได้ ก็ยังมีโอกาสให้แก้ตัวใหม่ได้ในวันข้างหน้า ส่วนในแง่ลบ หมายถึง การอาฆาตแค้น พยาบาท ใช้เพื่อบอกกับคู่อริว่า โอกาสหน้าข้าจะมาเอาคืน ว่ะ ฮะ ฮ่า (จะหัวเราะทำไม 555+)
ที่นำเอาสุภาษิตนี้มาพูดถึง ก็เพราะวันนี้เป็นวันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและเป็นวันพระใหญ่ หลายคนคงมีโอกาสได้ไปทำบุญไหว้พระหรือเวียนเทียนในช่วงเย็น ซึ่งก็ขออนุโมทนาบุญด้วย แต่คงมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีโอกาสได้ไปเพราะอาจมีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ จึงเหมาะมากที่จะยกเอาคำคำนี้มาใช้ เพราะถ้าแปลความหมายกันตรงตัวแล้ว วันพระไม่ได้มีหนเดียว หมายถึง ใน 1 เดือนมีวันพระถึง 4 วัน หากพลาดโอกาสในการประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนา ก็ยังมีโอกาสให้ได้ทำได้ในวันพระต่อ ๆ ไป
แต่ในความเป็นจริง ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเลือกทำความดีเฉพาะในวันสำคัญ เพราะความดีไม่มีวันที่กำหนด ไม่มีวาระ และไม่จำเป็นต้องมีการวางแผน เพียงมีความศรัทธาและมีใจที่อยากจะทำ แค่มีโอกาสได้สวดมนต์ไหว้พระบ้างและไม่เบียดเบียนให้ผู้อื่นต้องเป็นเดือดร้อนหรือเป็นทุกข์ ก็ถือว่าท่านได้กระทำหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนที่ดีแล้ว ทั้งนี้การที่มีการกำหนดวันพระขึ้นมา เพื่อให้เรามีวันสำหรับการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาเป็นประจำทุกสัปดาห์ และถือว่าเป็นวันเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาศีลหรือปฏิบัติธรรม นั่นเอง ก่อนจบบทความในวันนี้ อยากให้จดจำไว้เสมอว่า แค่เราไม่ได้ทำกิจกรรมทางพุทธศาสนา นั่นไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนไม่ดี ถ้าเรารู้และเข้าใจ ว่าสิ่งไหนควรทำและไม่ควรทำ แค่นั้นมันก็มากพอสำหรับคำว่า "พุทธศาสนิกชนที่ดี" แล้ว ^^
วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ออ อา นอ อาน ไม้เอก อ่าน
สมัยนี้จะมีสักกี่คน ที่พอเห็นตัวหนังสือยาว ๆ เป็นบรรทัด ยิ่งยาวเฟื้อยจนเต็มหน้ากระดาษแล้วอยากนั่งอ่านให้สบายอุรา มีแต่จะเบือนหน้าหนี หรือไม่ก็เปิดผ่านไปให้ไวที่สุด เพราะทุกวันนี้ มนุษย์เราให้ความสำคัญกับความสะดวก รวดเร็ว กระชับ ฉับไว จนทำให้ลืมคิดไป ว่าเรื่องบางอย่าง ถ้าไม่พิจารณาข้อมูลให้รอบคอบ อาจะทำให้เราเข้าใจความหมายในทางที่บิดเบือนไปก็ได้ เหมือนอย่างที่เขาว่า "ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด" นั่นแหล่ะ แต่เราไม่ได้พูดถึงการฟัง เพราะการฟังมันมีโอกาสที่เราจะผิดพลาดได้มากกว่า หากมีสิ่งรบกวน แต่การอ่านมันอยู่ที่สมาธิและความรู้สึกอยากรับรู้ของผู้อ่านมากกว่า
จากสถิติการอ่านหนังสือของคนไทยปี 51 (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ) พบว่าคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไปอ่านหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือเรียนหรือเพื่อการทำงานเพียง 66.3% ประเภทหนังสือที่อ่านมากที่สุด คือ
1. หนังสือพิมพ์ 71% (ใกล้เคียงกับประเทศออสเตรเลีย ร้อยละ 77.3)
2. นิยาย / การ์ตูน 38.8%
3. นิตยสาร 35.4%
แยกกลุ่มตามวัยพบว่า
1. กลุ่มวัยเด็กอ่าน 81.5%
2. กลุ่มเยาวชนอ่าน 78.6%
3. กลุ่มทำงาน 64.3%
4. กลุ่มผู้สูงอายุ 39.3%
แยกตามเพศพบว่า
1. ชายอ่าน 67.5%
2. หญิงอ่าน 65.1%
ในกลุ่มเด็กเล็กพบว่า
1. เด็ก กทม. อ่านมากที่สุด 45.3 %
2. เด็กอีสานอ่านน้อยที่สุด 31.3 %
แต่ที่น่าตกใจที่สุดคือคนไทยใช้เวลาในการอ่านหนังสือน้อยลงเฉลี่ย 51 นาทีต่อวัน ในปี 2548 เหลือ 39 นาทีต่อวัน และในปี 2551 มีกลุ่มเยาวชนอ่านหนังสือมากที่สุด 46 นาทีต่อวัน แล้วอีก 1,394 นาที เอาไปใช้ทำอะไรกันหมด ซึ่งก็พอเข้าในใจ ว่าส่วนใหญ่คงใช้เวลาหมดไปกับการทำงาน การพักผ่อน การท่องเที่ยว หรือแม้แต่การให้เวลากับครอบครัว (ซึ่งประเด็นนี้ถือว่าน้อยมาก) นอกจากนั้น คงหมดเวลาไปกับการคอมเม๊นท์ โพสต์รูป สร้างเมือง ปลูกผัก หรือไม่ก็จีบกันไปตามประสา หรือไม่ก็ใช้เวลาไปกับการทำบล็อกเหมือนผมนี่แหล่ะ 555+
เมื่อก่อนผมเองก็ชอบการอ่านหนังสือมาก แต่ยอมรับว่าตั้งแต่มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ หนังสือทั้งหลายก็ถูกจัดกลับเข้าไปในตู้ และแทบจะไม่ได้แตะมันอีกเลย ก็เพราะทุกอย่างมันหาได้จากในเน็ตหนิ แล้วจะต้องไปอ่านมันอีกทำไม ใช่! มันก็ถูก แต่ไม่ทั้งหมด รู้ไหม? ประโยชน์ของการนั่งอ่านหนังสือจริง ๆ คืออะไร มันคือการที่เราได้ใช้เวลาและสมาธิทั้งหมด จดจ่อกับการอ่าน เพื่อจดจำและรับรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านทางตัวหนังสือ ถ้าคนที่รักการอ่านจริง ๆ คงเข้าใจ ว่าสิ่งที่ถูกซ่อนเอาไว้ คือความตั้งใจของผู้เขียน กว่าจะออกมาเป็นหนังสือสักเล่มหรือบทความสักหน้า มันต้องใช้เวลาในการจัดทำ กว่าจะหาข้อมูล กว่าจะเริ่มเขียน กว่าจะได้แรงบันดาลใจ แต่กลับถูกเมินไป เพราะไม่มีใครสนใจที่จะอ่านมัน ผมไม่ได้บังคับนะและไม่ได้คิดตำหนิคนที่ไม่ชอบการอ่านด้วย เพราะทุกคนย่อมมีภาระหน้าที่และความชอบที่แตกต่างกัน แต่อย่างน้อย สักช่วงเวลานึงที่เราพอจะเจียดเวลาได้ ลองหาอะไรที่เราสนใจแล้วนั่งอ่านมันไป ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือเล่มหนา ๆ จะเป็นใบปลิว แผ่นพับ บทความจากอินเตอร์เน็ต หรือแม้แต่ FW เมลล์ที่เพื่อนของคุณส่งมาให้ เราแล้วจะรู้ ว่าไอ้ตัวหนังสือยาวยืดที่เราไม่เคยใส่ใจ มันให้อะไรมากกว่าทำให้ตาลายอย่างแน่นอน ^^
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
บันทึกความโกรธ
เคยไหม? เวลาที่เรารู้สึกโกรธใครมาก ๆ จนแทบอยากจะกระโดดไปซัดให้กระเด็น หรือไม่ก็คิดแผนการลอบฆ่า ได้สลับซับซ้อน ราวกับหลุดออกมาซี่รี่ส์ CSI แต่บางทีก็ทำอะไรไม่ได้ เลยต้องเก็บกดเอาไว้ กลายเป็นความเครียดสะสม แต่วันนี้ผมมีข้อแนะนำดี ๆ มาฝาก แถมทำได้ง่าย ๆ โดยใช่แค่สมุดเพียง 1 เล่มกับปากกาเพียง 1 ด้าม แต่ถ้าหาไม่ได้ อะไรใกล้ตัวก็คว้า ๆ ก่อนก็แล้วกันนะ อิอิ
คำถาม : จะเอามาทำอะไร เอาไว้เขียนระบายความเครียดเหรอ หรือเอาไว้ด่าไอ้คนที่ทำให้เราโกรธ ดีเลย จะได้ด่าให้หนำใจ
คำตอบ : ตู๊ด ตู๊ดดดดดดดดดดดดดด ผิดนะคร๊าบ เคยได้ยินคำพระท่านกล่าวไหมครับว่า "โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า" ซึ่งช่วงเวลาที่เราบ้านี่แหล่ะ ที่มันอาจทำให้เราตัดสินใจทำเรื่องบางอย่างที่อาจทำให้เราต้องเสียใจไปตลอดชีวิตโดยที่เราไม่รู้ตัว
โดยปกติแล้ว มนุษย์จะสามารถควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้ ยกเว้นในกรณีที่เกิดความรู้สึกในด้านใดด้านหนึ่งมากจนเกินไป เช่น ดีใจมากจนเกินไป เสียใจมากจนเกินไป หรือโกรธมากจนเกินไป ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้จะถูกสะสมเอาไว้ หากเราไม่ได้ระบายมันออกไปจากใจ โดยเฉพาะความโกรธ สมมติว่าวันนี้เราโดนเจ้านายเรียกเข้าไปพบ และต่อว่าเรื่องงาน ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของเรา แต่ด้วยความที่เค้าอยู่เหนือกว่า เลยโบ๊ยความผิดมาที่เราฝ่ายเดียว อารมณ์ตอนนั้นมันโมโหถึงขีดสุดแล้ว สิ่งที่ผุดขึ้นมาในสมอง มีอยู่สองความรู้สึก คือ โกรธ และเสียใจ ซึ่งอาจทำให้เราตัดสินใจ :
1. ชกมันหน้าหงายไปเลย ใครจะไปทนไหว ผลที่ตามมา โดนไล่ออก ประวัติเสีย และขั้นที่เลวร้ายที่สุดคือโดนข้อหาทำร้ายร่างกาย เสียทั้งงาน เสียทั้งเงิน เสียทั้งชื่อเสียง และสิ่งที่ตามมาคือภาระที่หนักอึ้งในช่วงว่างงาน ยิ่งถ้ามีครอบครัว ยิ่งก่อให้เกิดความเครียดเพิ่มขึ้นไปอีก
2. เดินออกจากห้อง แล้วกลับไปทำให้งานมันผิดพลาดจริง ๆ เรียกว่าประชดกันไปเลย ไหน ๆ ก็ทำดีไม่ขึ้นแล้วหนิ ผลที่ตามมา คือ งานที่ทำได้รับความเสียหายหรือล่าช้ากว่ากำหนด เพราะต้องมานั่งแก้ไขไปมา แถมยังอาจจะเพิ่มงานให้คนอื่น ต้องมาเหนื่อยพร้อมกับเราไปด้วย กลายเป็นสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนร่วมงานไปโดยไม่รู้ตัว
3. อดทนไว้ ทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในสมองกลับคิดเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ผลที่ตามมา คือ เกิดความรุ้สึกท้อแท้ เบื่อหน่าย กำลังใจหดหาย ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และอาจส่งผลกระทบทำให้ความสุขในด้านอื่น ๆ ของชีวิตลดลง
ซึ่งการตัดสินใจทั้ง 3 ทางเลือก ไม่มีข้อไหนที่ส่งผลดีทั้งในด้านความรู้สึกและการทำงานเลย เอาล่ะ มาลองวิธีของผมดูดีกว่า ขั้นแรก ให้คุณเตรียมสมุด 1 เล่ม กับปากกา 1 ด้ามติดตัวเอาไว้อยู่ตลอด ถ้าขี้เกียจพก จะหากระดาษอะไรมาก็ได้ แต่ขอให้ได้เขียนก็แล้วกัน ถ้าอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ก็เปิด notepad ขึ้นมาก็ได้ ตามตัวอย่าง เราจะเอาสมุดกับปากกาวางไว้ที่โต๊ะทำงาน หลังจากโดนหัวหน้าเรียกเข้าไปเทศนาเรียบร้อย ก็ให้เดินออกมาด้วยใบหน้าปกติ เก็บความโกรธเอาไว้ ยิ่งเราทำเหมือนไม่มีอะไร ยิ่งทำให้ทุก ๆ อย่างมันง่ายขึ้น จากนั้นรีบเดินกลับไปที่โต๊ะให้เร็วที่สุด เปิดสมุด และหยิบปากกาขึ้นมาเขียนความรู้สึกทุกอย่างที่คุณคิดลงไป เขียนให้หมด ไม่ว่าจะเป็นความขับแค้นใจ สิ่งที่อยากทำ ความเกลียดชัง หรือแม้กระทั่ง ความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา เขียนไปจนกว่าคุณจะรุ้สึกว่า ความโกรธที่มีมันเริ่มลดระดับลงแล้ว จากนั้น กลับมาอ่านข้อความที่คุณเขียนลงไป คุณจะรู้สึกประหลาดใจว่า ทำไมคุณถึงคิดอะไรได้มากถึงขนาดนี้ และลองพิจารณาให้ดี ว่าถ้าคุณทำในสิ่งที่คุณเขียนลงไป จะมีผลตามมายังไงบ้าง วัตถุประสงค์ของบันทึกความโกรธครั้งนี้ คือ การที่คุณได้ปลดปล่อยความรู้สึกต่าง ๆ ออกมา เพราะความคิดที่อยู่ในสมองจะไม่สามารถเรียบเรียงได้ ในเวลาที่สภาพจิตใจไม่อยู่ในสภาวะปกติ ดังนั้น การได้ส่งผ่านความรู้สึกออกมาเป็นตัวหนังสือ ทำให้เราได้อ่านและสะท้อนเอาความรู้สึกเหล่านั้นกลับเข้าไป คราวนี้ เราจะได้เข้าใจ การตัดสินใจทำอะไรจากอารมณ์ชั่ววูปเพียงไม่กี่นาที สามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีเหมือนกัน
หลังจากที่เราได้อ่านและพิจารณาถึงผลกระทบที่ตามมาแล้ว สิ่งต่อไปที่เราต้องพยายามทำให้ได้ คือการสร้างความเคยชิน เพราะสิ่งที่เปลี่ยนได้ยากที่สุดคือนิสัยของมนุษย์ หากเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของอีกฝ่ายได้ ก็จำเป็นที่เราจะต้องยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับอุปนิสัยนั้น ๆ การมองทุกอย่างด้วยความเข้าใจ และยอมรับในข้อเสียของอีกฝ่ายได้ จะช่วยให้เรามีความรุ้สึกที่ดีขึ้น ไม่ได้เจาะจงเฉพาะเรื่องงาน ทั้งเรื่องการเรียน การใช้ชีวิต รวมไปถึงเรื่องของความรัก ถ้าเราระบายความรุ้สึกที่ไม่ดีออกมา และพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียจากความรุ้สึกเหล่านั้นได้ อะไร ๆ มันก็จะง่ายขึ้นเยอะ แต่ทั้งนี้ วิธีที่แนะนำเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะเป็นเรื่องส่วนตัวอยู่สักหน่อย เพราะมันคงไม่ดีแน่ ๆ ถ้ามีใครมาอ่านหรือรับรู้ถึงความรู้สึกที่ไม่ดีของเรา ขั้นตอนสุดท้าย คือการทำลายความรู้สึกในกระดาษ ให้หายไปพร้อม ๆ กับความรู้สึกในจิตใจซะ แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อย หรือถ้าใครอยากจะเขียนเป็นไดอารี่ ก็ตามสะดวก แต่ต้องเก็บเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน ถ้าเป็นไปได้ ใช้แบบที่ต้องใช้รหัสเปิดหรือมีที่ล็อกได้ยิ่งดี คราวนี้ เราจะได้มีสมุดบันทึกความโกรธเอาไว้นั่งอ่านเป็นเครื่องเตือนใจในเวลาที่เรารุ้สึกแย่ ๆ เพื่อสร้างกำลังใจในการข้ามผ่านปัญหาเหล่านั้นไปอีกครั้ง ^^
หมายเหตุ : คำแนะนำนี้ อาจจะใช้ไม่ได้ในกรณีที่อยู่ในสถานะการณ์เลวร้ายระดับ 10 แต่อาจจะช่วยยับยั้งให้มันลดระดับลงมาได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกและความพร้อมของตัวเรา ถ้าเราคิดว่าเกินจะทนไหว ก็จงทำตามที่ใจเรียกร้อง แต่ก็ต้องยอมรับถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาให้ได้ด้วยนะ ^^
เหงา...
หลาย ๆ ครั้งที่ความเหงา มักจะทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ เรายังรู้สึกสนุกกับชีวิต อยู่ในแวดวงที่มีผู้คนห้อมล้อมมากมาย แต่พอกลับมานั่งหายใจอยู่ในมุมเงียบ ๆ รู้สึกตัวอีกที ความเหงา มันก็จะเริ่มเข้ามานั่งเฝ้าอยู่ข้าง ๆ กายซะแล้ว
"เหงา" คำง่าย ๆ สั้น ๆ แค่ประโยคเดียว แต่กลับทำให้ใครหลายต่อหลายคนต้องเสียน้ำตา หมดกำลังใจหรือท้อแท้ แม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ก็คงมีสักครั้งหนึ่ง ที่ต้องพบเจอกับความเหงา แต่รู้อะไรมั๊ย? ถ้าเราไม่เคยเหงา เราก็จะไม่เข้าใจถึงสุขและความอบอุ่น เวลาที่เราได้อยู่ใกล้กับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นคนรัก เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว บางคน...ภายนอกดูเป็นคนเฮฮาสนุกสนาน มีกิจกรรมสังสรรค์ไม่เคยขาด แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกเหล่านั้นมันก็จะหายไปด้วย เหลือทิ้งไว้แค่เพียงว่างเปล่าและเงียบงัน แล้วเราเคยลองถามตัวเองดูบ้างหรือเปล่า ว่าทำไมถึงต้องรู้สึกเหงา ทั้ง ๆ ที่ความจริง ไม่น่าจะมีคำ ๆ นี้ อยู่ในสารบบของชีวิตเลยด้วยซ้ำ บางที มันอาจจะเป็นเพราะเรายังไม่พบเจอกับสิ่งที่สามารถเติมเต็มความรู้สึกของเราได้...ล่ะมั้ง
ความเหงาของแต่ละคน มันก็ไม่ได้เหมือนกันหมดซะทีเดียว บ้างก็เหงาเพราะรัก บ้างก็เหงาเพราะคิดถึง บ้างก็เหงาเพราะโดดเดี่ยว บ้างก็เหงาเพราะไม่มีใคร แต่สุดท้าย ความรู้สึกเหล่านั้นมันจะถูกอัดแน่นอยู่ลึก ๆ ข้างในจิตใจ จะพูดหรือบอกกับใครก็ไม่ได้ รอวันที่จะระเบิดออกมา ขึ้นอยู่กับว่าใครจะทนได้นานสักแค่ไหน บางคนอาจต้องเสียน้ำตา เหว่าว้าหรือสับสน และบางคนก็ถึงขั้นสิ้นหวังกับชีวิต ก็เพราะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกแย่ ๆ จนลืมนึกไปว่า "ไม่มีใครทำให้คุณรู้สึกเหงาได้ นอกจากตัวและใจของคุณเอง" ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว ยังจะทำตัวเองให้เหงาอยู่อีกทำไม? ลองเปลี่ยนแปลงความรู้สึกเหงา ให้เป็นความรู้สึกรัก เพราะถ้าหากเรารู้สึกรักใครสักคน ความรู้สึกเหงามันก็จะหายไปก่อนที่เราจะรู้สึกเอะใจเสียอีก แต่คำถามที่จะตามมาก็คือ แล้วจะให้รักใคร? ก็เพราะไม่มีใครให้รัก มันเลยรู้สึกเหงาไงล่ะ ถ้าใครคิดแบบนี้ ขอเคาะด้วยมะเหงกที่หัวสักหนึ่งที ก่อนที่จะบอกว่า "รักไปเถอะ" ใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเอง ว่าเราจะต้องมีความรักให้กับใคร และในรูปแบบไหน เราไม่จำเป็นที่จะต้องรักด้วยความรู้สึกที่ถูกกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมา ง่าย ๆ ใกล้ตัว แค่รักครอบครัวให้มาก ๆ หมั่นพูดคุยและให้ความสำคัญกับพวกเค้า แค่นี้เราก็จะไม่รู้สึกเหงาอีกต่อไปแล้ว หรือถ้าอยากจะช่วยทำให้คนอื่นหายเหงาไปพร้อม ๆ กับเราด้วย ลองมองหากิจกรรมที่ทำประโยชน์ให้แก่สังคมดู หรือแม้แต่การหาสัตว์เลี้ยงมาเป็นเพื่อนคลายเหงา มันก็เป็นวิธีที่เข้าท่าอยู่เหมือนกัน แต่คุณจะต้องมั่นใจเสียก่อนนะ ว่าเมื่อคุณหายเหงาแล้ว คุณจะรักษาความรักเหล่านี้เอาไว้ เหมือนเมื่อครั้งที่คุณเคยไขว่คว้าหามัน เพียงเท่านี้ ก็จะไม่มีคำว่า "....." อยู่ในทุกวินาทีของชีวิตคุณอีกเลย ^^
วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ความสุขยามเช้า
ความสุขจากการได้ยืนมองพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า สิ่งที่สัมผัสได้นอกเหนือจากความสวยงาม นั่นก็คือความรู้สึกถึงการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งช่วยทำให้เราได้เข้าใจ ว่าในทุกครั้งที่เข้าสู่เช้าวันใหม่ ดวงอาทิตย์จะยังคงส่องแสงเพื่อให้ความสว่างไสวอยู่เสมอ ชีวิตคนก็ไม่ต่างกัน เมื่อปัญหาต่าง ๆ ถาโถมเข้ามา ผลักดันให้ชีวิตของเราก้าวเข้าสู่ความมืด แต่ในไม่ช้า ทุก ๆ อย่างก็จะกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง และชีวิตของเราก็จะพบกับแสงสว่างดังเดิม
ความสุขง่าย ๆ แค่ไม่กี่นาที แต่จะมีสักกี่คนที่มองเห็น เพราะเรามัวแต่ให้ความสำคัญกับตารางชีวิต จนมองข้ามความสวยงามจากธรรมชาติไป แต่ไม่เป็นไร... เพราะในทุก ๆ เช้าของวันใหม่ จะยังคงมีดวงตะวันให้เราได้ชื่นชมในความงามและความอบอุ่น...อยู่เรื่อยไป ^^
วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ยินดีต้อนรับสู่โลกใบเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความสุข ^^
โลกในยุคสมัยนี้ มองไปทางไหนก็มีแต่เรื่องวุ่นวาย ไหนจะปัญหาส่วนตัว ไหนจะปัญหาส่วนรวม มีแต่เรื่องให้ปวดหัว เวลาในการใช้ชีวิต ก็ลดน้อยถอยลง จนแทบจะเหลือที่ว่างให้กับคำว่า "ความสุข"
เมื่อตอนที่เรายังเป็นเด็ก เรามักจะถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า "โตขึ้นอยากจะเป็นอะไร" บางคนก็อยากเป็นครู เป็นหมอ เป็นพยาบาล ซึ่งล้วนแต่เป็นภาพที่เราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เกิด แต่พอเราโตขึ้น กลับไม่เคยมีใครตั้งคำถามกับเราว่า "ตอนเป็นเด็กเราอยากจะทำอะไร" หน้าที่ทางสังคม การวางตัวให้เหมาะสม ทำให้เราต้องเก็บเอาความสนุกในวัยเด็กทิ้งไป เพื่อเหลือที่ว่างให้กับงานและภาระความรับผิดชอบ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว เด็กตัวน้อย ๆ ยังคงวิ่งเล่นอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจ และไม่เคยจากเราไปไหน แต่เพราะเค้ารู้ ว่าทุกเรื่องที่ต้องตัดสินใจเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เลยทำให้เขาเลือกที่จะขังตัวเองเอาไว้ รอวันที่มีใครสักคนเข้าใจ และจูงมือของเขาออกมาสู่โลกภายนอกอีกครั้ง
บล็อกนี้จึงจัดทำขึ้น เพื่อใช้เป็นพื้นที่ปลดปล่อยความสุขในวัยเด็กของเราออกมา รวมไปถึงการค้นหาช่องทางที่จะสร้างความสุขให้กับตัวของเราเอง ซึ่งความสุขเหล่านี้ ล้วนแต่อยู่ใกล้ ๆ ตัวของเราทั้งนั้น เพียงแต่เราไม่เคยหันมามอง หรือลองค้นหาด้วยตัวของเราเอง ผมเองก็เลยวัยที่จะทำตัวสนุกสนานแบบเด็ก ๆ มานานแล้ว แต่ผมก็ไม่เคยทอดทิ้งความรู้สึกเหล่านั้นไปเลย แม้แต่วินาทีเดียว ไม่จำเป็นเลย ที่เราจะต้องทิ้งความเป็นตัวของตัวเอง เพื่อที่จะทำให้คนอื่นมีความสุข ทำไมไม่เลือกที่จะมีความสุขไปพร้อม ๆ กับคนอื่น ผมเองก็ไม่ได้เป็นผู้รู้แจ้งหรือเก่งกาจขนาดที่ทำให้ทุกคนมีความสุขได้หลังจากอ่านบล็อกนี้หรอกนะครับ แต่อย่างน้อย ผมเชื่อว่า ถ้าเราได้มีโอกาสหันกลับมามองตัวของเราเอง และลองทำอะไรให้กับตัวเองบ้าง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป เหมือนคำที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า "ถ้าไม่รู้จักรักตัวเอง แล้วเราจะรุ้จักรักคนอื่นได้ยังไง" นั่นแหล่ะครับ ^^
หวังว่าโลกใบเล็ก ๆ ในบล็อกแห่งนี้ จะสามารถสร้างความสุขให้กับทุก ๆ ท่านที่ผ่านเข้ามา ได้ไม่มากก็น้อย หรืออาจจะไม่ได้อะไรเลยก็ได้ 55+ แต่อย่าลืมนะครับ ว่า "ความสุขก็ไม่จำเป็นต้องมีสาระ" เสมอไป ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว ก็มาทำตัวเองให้มีความสุขกันเถอะ : Tle ^^
เมื่อตอนที่เรายังเป็นเด็ก เรามักจะถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า "โตขึ้นอยากจะเป็นอะไร" บางคนก็อยากเป็นครู เป็นหมอ เป็นพยาบาล ซึ่งล้วนแต่เป็นภาพที่เราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เกิด แต่พอเราโตขึ้น กลับไม่เคยมีใครตั้งคำถามกับเราว่า "ตอนเป็นเด็กเราอยากจะทำอะไร" หน้าที่ทางสังคม การวางตัวให้เหมาะสม ทำให้เราต้องเก็บเอาความสนุกในวัยเด็กทิ้งไป เพื่อเหลือที่ว่างให้กับงานและภาระความรับผิดชอบ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว เด็กตัวน้อย ๆ ยังคงวิ่งเล่นอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจ และไม่เคยจากเราไปไหน แต่เพราะเค้ารู้ ว่าทุกเรื่องที่ต้องตัดสินใจเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เลยทำให้เขาเลือกที่จะขังตัวเองเอาไว้ รอวันที่มีใครสักคนเข้าใจ และจูงมือของเขาออกมาสู่โลกภายนอกอีกครั้ง
บล็อกนี้จึงจัดทำขึ้น เพื่อใช้เป็นพื้นที่ปลดปล่อยความสุขในวัยเด็กของเราออกมา รวมไปถึงการค้นหาช่องทางที่จะสร้างความสุขให้กับตัวของเราเอง ซึ่งความสุขเหล่านี้ ล้วนแต่อยู่ใกล้ ๆ ตัวของเราทั้งนั้น เพียงแต่เราไม่เคยหันมามอง หรือลองค้นหาด้วยตัวของเราเอง ผมเองก็เลยวัยที่จะทำตัวสนุกสนานแบบเด็ก ๆ มานานแล้ว แต่ผมก็ไม่เคยทอดทิ้งความรู้สึกเหล่านั้นไปเลย แม้แต่วินาทีเดียว ไม่จำเป็นเลย ที่เราจะต้องทิ้งความเป็นตัวของตัวเอง เพื่อที่จะทำให้คนอื่นมีความสุข ทำไมไม่เลือกที่จะมีความสุขไปพร้อม ๆ กับคนอื่น ผมเองก็ไม่ได้เป็นผู้รู้แจ้งหรือเก่งกาจขนาดที่ทำให้ทุกคนมีความสุขได้หลังจากอ่านบล็อกนี้หรอกนะครับ แต่อย่างน้อย ผมเชื่อว่า ถ้าเราได้มีโอกาสหันกลับมามองตัวของเราเอง และลองทำอะไรให้กับตัวเองบ้าง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป เหมือนคำที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า "ถ้าไม่รู้จักรักตัวเอง แล้วเราจะรุ้จักรักคนอื่นได้ยังไง" นั่นแหล่ะครับ ^^
หวังว่าโลกใบเล็ก ๆ ในบล็อกแห่งนี้ จะสามารถสร้างความสุขให้กับทุก ๆ ท่านที่ผ่านเข้ามา ได้ไม่มากก็น้อย หรืออาจจะไม่ได้อะไรเลยก็ได้ 55+ แต่อย่าลืมนะครับ ว่า "ความสุขก็ไม่จำเป็นต้องมีสาระ" เสมอไป ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว ก็มาทำตัวเองให้มีความสุขกันเถอะ : Tle ^^
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






