วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ความพยายาม...


     เคยไหม? ที่มีความคิดผุดขึ้นมาในหัวสมอง ว่าอยากลองเป็นนั่น อยากมีแบบนั้น อยากทำแบบนี้ จากนั้นก็มีคำถามตามติดมาเป็นโขยง ว่าทำไมเค้าถึงทำได้ ทำไมเค้าถึงมีได้ แล้วทำไมเราถึงไม่เป็นแบบนั้น ใช่สิ! เรามันห่วย เรามันแย่ พ่อแม่ก็ไม่ได้รวยล้นฟ้า เกิดชาติหน้าก็ไม่รู้จะมีได้อย่างคนอื่นเขาไหม ยิ่งคิดก็ยิ่งดิ่งตัวเองให้ลงไปอยู่ในจุดที่ต่ำสุด โดยไม่เคยตั้งคำถามกับหัวใจ ว่า "เราใช้ความพยายามมากพอแล้วหรือยัง?"

     ความพยายามของคนเรา มันมีไม่เท่ากัน บางคน แค่ทำ ๆ จับ ๆ นิด ๆ หน่อย ๆ ก็เรียกว่าพยายามแล้ว ทั้ง ๆ ที่ความจริง มันยังไม่ถึงครึ่งของสิ่งที่เราคาดหวังเอาไว้ด้วยซ้ำ บางคนพอลงมือทำไปสักนิด ก็อิด ๆ ออด ๆ โอดครวญว่าไม่ไหวแล้ว พยายามแล้วนะ แต่ว่ามันทำไม่ได้จริง ๆ แล้วก็โทษนั่นโทษนี่ ทั้ง ๆ ที่ต้นเหตุที่แท้จริง ๆ ก็คือตัวเราเองนั่นแหล่ะ แต่ก่อนที่เราจะมาพูดถึงการพยายามทำในสิ่งที่เรียกว่า "ความพยายามที่แท้จริง" เราต้องรู้ให้ได้ก่อน ว่าสิ่งที่เราต้องใช้ความพยายามเพื่อให้ได้มันมา มันมีค่ามากพอกับความพยายามของเราไหม เพราะถ้ามันเป็นแค่สิ่งที่เราอยากได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราจะมีความอดทนกับมันแค่เพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ซึ่งนี่แหล่ะ คือสาเหตุที่ทำให้หลาย ๆ คนเกิดอาการท้อแท้ และอยากจะล้มเลิกกลางคัน เนื่องจากใจมันบอกว่า "ไม่เป็นไร มันคงไม่ใช่สิ่งที่ฟ้าประทานมาให้เรา ไม่เอาก็ได้" ผมอยากให้ลองมองดูดอกไม้ในภาพนี้ให้ดี ถึงแม้ที่ให้กำเนิดของมันจะไม่ใช้พื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ แต่มันก็ยังพยายามที่จะต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด จนสามารถออกดอกมาให้ผู้คนได้เชยชม เห็นไหมครับ ถึงจะเป็นแค่ต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไร้ค่า แต่เวลาที่ดอกของมันผลิบาน มันก็กลายเป็นสิ่งที่สวยงามไปในพริบตา แล้วเราเองเป็นถึงมนุษย์ มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะฟันผ่าอุปสรรคไปได้ แต่จะมายอมแพ้ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยคิดแม้แต่จะพยายาม ก็ควรจะอายต้นไม้มันบ้างนะครับ

     แล้วไอ้หน้าตาของความพยายามที่ว่ามันเป็นยังไง? พอนึกภาพออกไหมครับ เวลาที่คุณตั้งใจทำอะไรสักอย่างด้วยความรู้สึกที่แรงกล้า อยากจะทำให้ได้ อยากจะเป็นให้ได้ ซึ่งปลายทางของพยายามนั้น คือความภาคภูมิใจที่ไม่อาจประเมินค่าได้ คล้าย ๆ กับเวลาที่เราตั้งใจทำอะไรเพื่อใครสักคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตนั่นแหล่ะ แต่มันก็ไม่ได้คล้ายกันไปหมดซะทุกคนหรอกนะ บางคนก็ไม่ได้อยากจะพยายามเพื่อใคร นอกจากตัวเองเท่านั้น ซึ่งมันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร และก็ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นคนไม่ดีด้วย เอาล่ะ พักเรื่องนี้ไว้ก่อน แล้วกลับมาที่ "ความพยายามที่แท้จริง" ที่เราพูดถึงกันอีกครั้ง สมัยนี้จะทำอะไรสักที มันก็มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแทบทั้งนั้น จนทำให้เรารู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้องพยายามอะไรขนาดนั้น มันก็สามารถมีได้เหมือนคนอื่นเขา แต่นั่นมันใช้ได้เฉพาะกับสิ่งที่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงินหรือเป็นสิ่งที่คนอื่นหยิบยื่นมาให้คุณเท่านั้น เพราะเรามัวแต่คิดว่า อะไร ๆ มันก็ง่ายไปซะหมด แถมยังมีความพยายามของคนอื่นมาทำหน้าที่แทนเราอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องมาแน่วแน่หรือตั้งใจอะไรกันให้ยุ่งยากเลย แต่เคยคิดไหมครับ ว่าถ้าวันนึงคุณไม่สามารถพึ่งพาความสามารถของคนอื่นได้อีกต่อไป คุณก็จะกลายเป็นคนที่ไร้ซึ่งประโยชน์ไปโดยปริยาย และสุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรกับพวกขี้แพ้ ที่ทำได้แค่อิจฉาและโยนความผิดให้กับโชคชะตาของตัวเอง 

     ถ้าคุณเคยคิดแบบนั้น ก็ขอให้โยนมันทิ้งไปซะ แล้วลองหันมาทบทวนกันใหม่ถึงความพยายามที่คุณมี ว่ามันมากพอที่จะทำให้คุณสมหวังหรือไม่ จากนั้นลองมองหา ว่าอะไรที่ทำให้คุณมีแรงใจในการฝันฝ่าอุปสรรค จะเป็นแรงบันดาลใจจากผู้คนที่ประสบความสำเร็จ หรือใครสักคนที่มีอิทธิพลต่อชีวิตคุณก็ได้ จากนั้นก็ตั้งเป้าหมายเอาไว้ แล้วลองจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่คุณจะได้ จากความพยายามครั้งนี้ ถ้ามีคนอื่นมาทำหน้าที่เป็นพยานให้ด้วยก็ยิ่งดี เราจะได้มีคนมาคอยซ้ำเติมและให้กำลังใจ ในเวลาที่เรารู้สึกเบื่อหน่ายหรือไม่อยากจะสู้อีกต่อไปแล้ว เพราะคำพูดของคนเหล่าานั้น สามารถนำมาใช้เป็นแรงผลักดันให้เราก้าวข้ามผ่านอุปสรรคที่อยู่ตรงหน้าไปได้ เวลาที่มีคนพูดจาเหยียดหยาม ดูถูก หรือแม้แต่เหน็บแหนม ก็ขออย่าได้โต้ตอบใด ๆ ไม่ใช่เป็นเพราะคุณแม่ขอร้อง แต่เป็นเพราะต้องการให้คุณเปลี่ยนมุมมองต่างหาก เก็บเปลวไฟแห่งความโกรธเอาไว้ และแปรเปลี่ยนให้เป็นเปลวไฟแห่งการต่อสู้ เมื่อถึงเวลาที่คุณประสบความสำเร็จ ความพยายามของคุณจะทำหน้าที่ตอบแทนคนเหล่านั้นอย่างถึงใจเอง

     แต่ทั้งนี้ ทุกสิ่งในโลกล้วนไม่มีอะไรที่แน่นอน  คำกล่าวที่ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" ดูเหมือนมันจะใช้ไม่ได้กับทุกสถานการณ์ ซึ่งหมายความว่าคุณต้องได้รับโอกาส และอยู่ถูกที่ ถูกเวลาเท่านั้น จึงจะประสบความสำเร็จ เพราะถึงมีความพยายามมากแค่ไหน มันก็สู้อำนาจที่ยิ่งใหญ่ของเงินตราไม่ได้ บางคนใช้ความพยายามอย่างหนักในการทำงาน เพื่อไต่เต้าไปยังตำแหน่งที่สูงกว่า แต่ไม่มีเส้นสายเหมือนคนอื่นเค้า มันก็เหนื่อยเปล่า หรือยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่เราพบเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ในหน้าจอทีวี ไม่ว่าจะเป็นรายการประกวดหรือเรียลลิตี้ต่าง ๆ ซึ่งทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องของเป็นธุรกิจ ต่อให้คุณพยายามแข่งขันหรือฝึกฝนอย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้าคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเหตุผลในการโหวตของคนดูได้ คุณก็ต้องทำใจยอมรับความพ่ายแพ้ไปในที่สุด แต่มันไม่ใช่เรื่องที่น่าอายนะครับ เพราะอย่างน้อย คุณก็ยังแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่คุณมี ผมเชื่อว่า ถ้าเราใส่ความตั้งใจและความเชื่อมั่น ลงไปในความพยายามของเรา ยังไงซะ สิ่งที่ได้รับกลับมา มันคงไม่ได้มีแค่คำว่า "แพ้หรือชนะ" อย่างแน่นอน  เพราะถึงแม้ในตอนสุดท้าย เราอาจไม่ได้รับความสำเร็จในสิ่งที่หวัง แต่เราก็ยังได้รับสิ่งมีค่าที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือความภาคภูมิใจ ของผู้ที่สามารถเอาชนะหัวใจตัวเอง ^^

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น