วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

บันทึกความโกรธ


     เคยไหม? เวลาที่เรารู้สึกโกรธใครมาก ๆ จนแทบอยากจะกระโดดไปซัดให้กระเด็น หรือไม่ก็คิดแผนการลอบฆ่า ได้สลับซับซ้อน ราวกับหลุดออกมาซี่รี่ส์ CSI แต่บางทีก็ทำอะไรไม่ได้ เลยต้องเก็บกดเอาไว้ กลายเป็นความเครียดสะสม แต่วันนี้ผมมีข้อแนะนำดี ๆ มาฝาก แถมทำได้ง่าย ๆ โดยใช่แค่สมุดเพียง 1 เล่มกับปากกาเพียง 1 ด้าม แต่ถ้าหาไม่ได้ อะไรใกล้ตัวก็คว้า ๆ ก่อนก็แล้วกันนะ อิอิ

     คำถาม : จะเอามาทำอะไร เอาไว้เขียนระบายความเครียดเหรอ หรือเอาไว้ด่าไอ้คนที่ทำให้เราโกรธ ดีเลย จะได้ด่าให้หนำใจ
     คำตอบ : ตู๊ด ตู๊ดดดดดดดดดดดดดด ผิดนะคร๊าบ เคยได้ยินคำพระท่านกล่าวไหมครับว่า "โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า" ซึ่งช่วงเวลาที่เราบ้านี่แหล่ะ ที่มันอาจทำให้เราตัดสินใจทำเรื่องบางอย่างที่อาจทำให้เราต้องเสียใจไปตลอดชีวิตโดยที่เราไม่รู้ตัว

     โดยปกติแล้ว มนุษย์จะสามารถควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้ ยกเว้นในกรณีที่เกิดความรู้สึกในด้านใดด้านหนึ่งมากจนเกินไป เช่น ดีใจมากจนเกินไป เสียใจมากจนเกินไป หรือโกรธมากจนเกินไป ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้จะถูกสะสมเอาไว้ หากเราไม่ได้ระบายมันออกไปจากใจ โดยเฉพาะความโกรธ สมมติว่าวันนี้เราโดนเจ้านายเรียกเข้าไปพบ และต่อว่าเรื่องงาน ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของเรา แต่ด้วยความที่เค้าอยู่เหนือกว่า เลยโบ๊ยความผิดมาที่เราฝ่ายเดียว อารมณ์ตอนนั้นมันโมโหถึงขีดสุดแล้ว สิ่งที่ผุดขึ้นมาในสมอง มีอยู่สองความรู้สึก คือ โกรธ และเสียใจ ซึ่งอาจทำให้เราตัดสินใจ :

1. ชกมันหน้าหงายไปเลย ใครจะไปทนไหว ผลที่ตามมา โดนไล่ออก ประวัติเสีย และขั้นที่เลวร้ายที่สุดคือโดนข้อหาทำร้ายร่างกาย เสียทั้งงาน เสียทั้งเงิน เสียทั้งชื่อเสียง และสิ่งที่ตามมาคือภาระที่หนักอึ้งในช่วงว่างงาน ยิ่งถ้ามีครอบครัว ยิ่งก่อให้เกิดความเครียดเพิ่มขึ้นไปอีก
2. เดินออกจากห้อง แล้วกลับไปทำให้งานมันผิดพลาดจริง ๆ เรียกว่าประชดกันไปเลย ไหน ๆ ก็ทำดีไม่ขึ้นแล้วหนิ ผลที่ตามมา คือ งานที่ทำได้รับความเสียหายหรือล่าช้ากว่ากำหนด เพราะต้องมานั่งแก้ไขไปมา แถมยังอาจจะเพิ่มงานให้คนอื่น ต้องมาเหนื่อยพร้อมกับเราไปด้วย กลายเป็นสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนร่วมงานไปโดยไม่รู้ตัว
3. อดทนไว้ ทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในสมองกลับคิดเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ผลที่ตามมา คือ เกิดความรุ้สึกท้อแท้ เบื่อหน่าย กำลังใจหดหาย ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และอาจส่งผลกระทบทำให้ความสุขในด้านอื่น ๆ ของชีวิตลดลง

     ซึ่งการตัดสินใจทั้ง 3 ทางเลือก ไม่มีข้อไหนที่ส่งผลดีทั้งในด้านความรู้สึกและการทำงานเลย เอาล่ะ มาลองวิธีของผมดูดีกว่า ขั้นแรก ให้คุณเตรียมสมุด 1 เล่ม กับปากกา 1 ด้ามติดตัวเอาไว้อยู่ตลอด ถ้าขี้เกียจพก จะหากระดาษอะไรมาก็ได้ แต่ขอให้ได้เขียนก็แล้วกัน ถ้าอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ก็เปิด notepad ขึ้นมาก็ได้ ตามตัวอย่าง เราจะเอาสมุดกับปากกาวางไว้ที่โต๊ะทำงาน หลังจากโดนหัวหน้าเรียกเข้าไปเทศนาเรียบร้อย ก็ให้เดินออกมาด้วยใบหน้าปกติ เก็บความโกรธเอาไว้ ยิ่งเราทำเหมือนไม่มีอะไร ยิ่งทำให้ทุก ๆ อย่างมันง่ายขึ้น จากนั้นรีบเดินกลับไปที่โต๊ะให้เร็วที่สุด เปิดสมุด และหยิบปากกาขึ้นมาเขียนความรู้สึกทุกอย่างที่คุณคิดลงไป เขียนให้หมด ไม่ว่าจะเป็นความขับแค้นใจ สิ่งที่อยากทำ ความเกลียดชัง หรือแม้กระทั่ง ความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา เขียนไปจนกว่าคุณจะรุ้สึกว่า ความโกรธที่มีมันเริ่มลดระดับลงแล้ว จากนั้น กลับมาอ่านข้อความที่คุณเขียนลงไป คุณจะรู้สึกประหลาดใจว่า ทำไมคุณถึงคิดอะไรได้มากถึงขนาดนี้ และลองพิจารณาให้ดี ว่าถ้าคุณทำในสิ่งที่คุณเขียนลงไป จะมีผลตามมายังไงบ้าง วัตถุประสงค์ของบันทึกความโกรธครั้งนี้ คือ การที่คุณได้ปลดปล่อยความรู้สึกต่าง ๆ ออกมา เพราะความคิดที่อยู่ในสมองจะไม่สามารถเรียบเรียงได้ ในเวลาที่สภาพจิตใจไม่อยู่ในสภาวะปกติ ดังนั้น การได้ส่งผ่านความรู้สึกออกมาเป็นตัวหนังสือ ทำให้เราได้อ่านและสะท้อนเอาความรู้สึกเหล่านั้นกลับเข้าไป คราวนี้ เราจะได้เข้าใจ การตัดสินใจทำอะไรจากอารมณ์ชั่ววูปเพียงไม่กี่นาที สามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีเหมือนกัน

     หลังจากที่เราได้อ่านและพิจารณาถึงผลกระทบที่ตามมาแล้ว สิ่งต่อไปที่เราต้องพยายามทำให้ได้ คือการสร้างความเคยชิน เพราะสิ่งที่เปลี่ยนได้ยากที่สุดคือนิสัยของมนุษย์ หากเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของอีกฝ่ายได้ ก็จำเป็นที่เราจะต้องยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับอุปนิสัยนั้น ๆ การมองทุกอย่างด้วยความเข้าใจ และยอมรับในข้อเสียของอีกฝ่ายได้ จะช่วยให้เรามีความรุ้สึกที่ดีขึ้น ไม่ได้เจาะจงเฉพาะเรื่องงาน ทั้งเรื่องการเรียน การใช้ชีวิต รวมไปถึงเรื่องของความรัก ถ้าเราระบายความรุ้สึกที่ไม่ดีออกมา และพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียจากความรุ้สึกเหล่านั้นได้ อะไร ๆ มันก็จะง่ายขึ้นเยอะ แต่ทั้งนี้ วิธีที่แนะนำเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะเป็นเรื่องส่วนตัวอยู่สักหน่อย เพราะมันคงไม่ดีแน่ ๆ ถ้ามีใครมาอ่านหรือรับรู้ถึงความรู้สึกที่ไม่ดีของเรา ขั้นตอนสุดท้าย คือการทำลายความรู้สึกในกระดาษ ให้หายไปพร้อม ๆ กับความรู้สึกในจิตใจซะ แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อย หรือถ้าใครอยากจะเขียนเป็นไดอารี่ ก็ตามสะดวก แต่ต้องเก็บเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน ถ้าเป็นไปได้ ใช้แบบที่ต้องใช้รหัสเปิดหรือมีที่ล็อกได้ยิ่งดี คราวนี้ เราจะได้มีสมุดบันทึกความโกรธเอาไว้นั่งอ่านเป็นเครื่องเตือนใจในเวลาที่เรารุ้สึกแย่ ๆ เพื่อสร้างกำลังใจในการข้ามผ่านปัญหาเหล่านั้นไปอีกครั้ง ^^

หมายเหตุ : คำแนะนำนี้ อาจจะใช้ไม่ได้ในกรณีที่อยู่ในสถานะการณ์เลวร้ายระดับ 10 แต่อาจจะช่วยยับยั้งให้มันลดระดับลงมาได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกและความพร้อมของตัวเรา ถ้าเราคิดว่าเกินจะทนไหว ก็จงทำตามที่ใจเรียกร้อง แต่ก็ต้องยอมรับถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาให้ได้ด้วยนะ ^^

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น