วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
อัญชันกับฟ้าใส ^^
นั่นดอกอัญชัน เสียบไว้อยู่ในรูหู้...เนื้อร้องของเพลง "ดอกอัญชัน" ที่เคยได้ยินเจ้าหลานตัวน้อย ร้องให้ฟังอยู่บ่อย ๆ จนจำได้ขึ้นใจ แต่วันนี้เราไม่ได้มาสอนร้องเพลง แต่จะมาพูดถึงสิ่งที่มีอยู่ในเพลง นั่นคือดอกไม้สีน้ำเงินที่ชื่อว่าดอกอัญชัญ
อัญชันเป็นไม้เลื้อยเนื้ออ่อน อายุสั้น มีทั้งดอกสีขาว ฟ้า และม่วง และมีทั้งแบบกลีบดอกธรรมดา และกลีบซ้อน (เหมือนในรูป) ออกดอกเกือบตลอดปี ขึ้นง่าย โตไว ชนิดที่ว่า ถ้าลืมเอาใจใส่มันก็จะเลื้อยไปไกล จนกลายเป็นพุ่มไม้รก ๆ ได้เหมือนกัน
สารสีน้ำเงินที่มีอยู่ในดอกอัญชัน เรียกว่า สารแอนโทไซยานิน (anthocyanin) มีมากในผักผลไม้สีน้ำเงินและม่วง ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น ช่วยบำรุงสายตา เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นประจำ เพราะช่วยให้มีเลือดไหลเวียนมาเลี้ยงดวงตามากขึ้น อีกทั้งยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมของร่างกาย บำรุงเส้นผมให้มีสีเข้มอยู่เสมอ เรียกว่ามีประโยชน์ทั้งกินและใช้ในคราวเดียวกัน จนอยากจะพูดว่า "โอ๊วซ่าร่าส์ มันสุดยอดจริง ๆ เลย" 555+
ส่วนการนำดอกอัญชันมาใช้ในการประกอบอาหาร ที่เห็นได้เด่นชัด คือการใช้สีที่คั้นได้มาใช้ในการทำขนม หรือง่ายที่สุดคือทำเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ของน้ำอัญชันคือ มันจะเปลี่ยนสีม่วงเมื่อโดนสารที่เป็นกรด และเปลี่ยนเป็นสีเขียวเมื่อโดนสารที่เป็นด่าง น้ำอัญชันที่เราเห็นวางขายกันส่วนใหญ่จะเป็นสีม่วง นั่นคือน้ำสีน้ำเงินที่ถูกผสมด้วยน้ำมะนาว จึงทำให้เปลี่ยนสีและมีรสเปรี้ยว โดยปกติแล้ว น้ำที่คั้นได้จากดอกอัญชันจะไม่มีรสแถมยังมีกลิ่นเหม็นเขียวนิด ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการดื่มจึงนิยมใช้มะนาวและน้ำตาลเข้ามาช่วยเพิ่มรสชาติ อีกทั้งยังทำให้มีสีสวยน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น
รู้อย่างนี้แล้ว เห็นทีต้องหันมามองเจ้าไม้เลี้อยรก ๆ ต้นนี้ใหม่ซะแล้ว ตอนแรกผมก็ได้เมล็ดมาแค่ไม่กี่เมล็ด แต่ตอนนี้มันขึ้นไปทั่วจนมองไปทางไหนก็มีแต่อัญชันเต็มไปหมด 555+ เห็นไหมครับ ต้นไม้ธรรมดา ๆ แต่มีคุณค่ากับร่างกายอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินซื้อผลิตภัณฑ์ราคาแพงให้สิ้นเปลือง แถมไม่ต้องดื่มแล้วไปนอนให้วุ่นวาย แค่เดินไปเด็ดดอกอัญชันสัก 5 - 10 ดอกมาชงกับน้ำร้อน แล้วนั่งจิบชาอุ่น ๆ สีฟ้าไป นั่งทำงานไป มันก็ให้ความรู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูกเลยจริง ๆ ^^
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น