วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ความพยายาม...


     เคยไหม? ที่มีความคิดผุดขึ้นมาในหัวสมอง ว่าอยากลองเป็นนั่น อยากมีแบบนั้น อยากทำแบบนี้ จากนั้นก็มีคำถามตามติดมาเป็นโขยง ว่าทำไมเค้าถึงทำได้ ทำไมเค้าถึงมีได้ แล้วทำไมเราถึงไม่เป็นแบบนั้น ใช่สิ! เรามันห่วย เรามันแย่ พ่อแม่ก็ไม่ได้รวยล้นฟ้า เกิดชาติหน้าก็ไม่รู้จะมีได้อย่างคนอื่นเขาไหม ยิ่งคิดก็ยิ่งดิ่งตัวเองให้ลงไปอยู่ในจุดที่ต่ำสุด โดยไม่เคยตั้งคำถามกับหัวใจ ว่า "เราใช้ความพยายามมากพอแล้วหรือยัง?"

     ความพยายามของคนเรา มันมีไม่เท่ากัน บางคน แค่ทำ ๆ จับ ๆ นิด ๆ หน่อย ๆ ก็เรียกว่าพยายามแล้ว ทั้ง ๆ ที่ความจริง มันยังไม่ถึงครึ่งของสิ่งที่เราคาดหวังเอาไว้ด้วยซ้ำ บางคนพอลงมือทำไปสักนิด ก็อิด ๆ ออด ๆ โอดครวญว่าไม่ไหวแล้ว พยายามแล้วนะ แต่ว่ามันทำไม่ได้จริง ๆ แล้วก็โทษนั่นโทษนี่ ทั้ง ๆ ที่ต้นเหตุที่แท้จริง ๆ ก็คือตัวเราเองนั่นแหล่ะ แต่ก่อนที่เราจะมาพูดถึงการพยายามทำในสิ่งที่เรียกว่า "ความพยายามที่แท้จริง" เราต้องรู้ให้ได้ก่อน ว่าสิ่งที่เราต้องใช้ความพยายามเพื่อให้ได้มันมา มันมีค่ามากพอกับความพยายามของเราไหม เพราะถ้ามันเป็นแค่สิ่งที่เราอยากได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราจะมีความอดทนกับมันแค่เพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ซึ่งนี่แหล่ะ คือสาเหตุที่ทำให้หลาย ๆ คนเกิดอาการท้อแท้ และอยากจะล้มเลิกกลางคัน เนื่องจากใจมันบอกว่า "ไม่เป็นไร มันคงไม่ใช่สิ่งที่ฟ้าประทานมาให้เรา ไม่เอาก็ได้" ผมอยากให้ลองมองดูดอกไม้ในภาพนี้ให้ดี ถึงแม้ที่ให้กำเนิดของมันจะไม่ใช้พื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ แต่มันก็ยังพยายามที่จะต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด จนสามารถออกดอกมาให้ผู้คนได้เชยชม เห็นไหมครับ ถึงจะเป็นแค่ต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไร้ค่า แต่เวลาที่ดอกของมันผลิบาน มันก็กลายเป็นสิ่งที่สวยงามไปในพริบตา แล้วเราเองเป็นถึงมนุษย์ มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะฟันผ่าอุปสรรคไปได้ แต่จะมายอมแพ้ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยคิดแม้แต่จะพยายาม ก็ควรจะอายต้นไม้มันบ้างนะครับ

     แล้วไอ้หน้าตาของความพยายามที่ว่ามันเป็นยังไง? พอนึกภาพออกไหมครับ เวลาที่คุณตั้งใจทำอะไรสักอย่างด้วยความรู้สึกที่แรงกล้า อยากจะทำให้ได้ อยากจะเป็นให้ได้ ซึ่งปลายทางของพยายามนั้น คือความภาคภูมิใจที่ไม่อาจประเมินค่าได้ คล้าย ๆ กับเวลาที่เราตั้งใจทำอะไรเพื่อใครสักคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตนั่นแหล่ะ แต่มันก็ไม่ได้คล้ายกันไปหมดซะทุกคนหรอกนะ บางคนก็ไม่ได้อยากจะพยายามเพื่อใคร นอกจากตัวเองเท่านั้น ซึ่งมันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร และก็ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นคนไม่ดีด้วย เอาล่ะ พักเรื่องนี้ไว้ก่อน แล้วกลับมาที่ "ความพยายามที่แท้จริง" ที่เราพูดถึงกันอีกครั้ง สมัยนี้จะทำอะไรสักที มันก็มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแทบทั้งนั้น จนทำให้เรารู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้องพยายามอะไรขนาดนั้น มันก็สามารถมีได้เหมือนคนอื่นเขา แต่นั่นมันใช้ได้เฉพาะกับสิ่งที่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงินหรือเป็นสิ่งที่คนอื่นหยิบยื่นมาให้คุณเท่านั้น เพราะเรามัวแต่คิดว่า อะไร ๆ มันก็ง่ายไปซะหมด แถมยังมีความพยายามของคนอื่นมาทำหน้าที่แทนเราอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องมาแน่วแน่หรือตั้งใจอะไรกันให้ยุ่งยากเลย แต่เคยคิดไหมครับ ว่าถ้าวันนึงคุณไม่สามารถพึ่งพาความสามารถของคนอื่นได้อีกต่อไป คุณก็จะกลายเป็นคนที่ไร้ซึ่งประโยชน์ไปโดยปริยาย และสุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรกับพวกขี้แพ้ ที่ทำได้แค่อิจฉาและโยนความผิดให้กับโชคชะตาของตัวเอง 

     ถ้าคุณเคยคิดแบบนั้น ก็ขอให้โยนมันทิ้งไปซะ แล้วลองหันมาทบทวนกันใหม่ถึงความพยายามที่คุณมี ว่ามันมากพอที่จะทำให้คุณสมหวังหรือไม่ จากนั้นลองมองหา ว่าอะไรที่ทำให้คุณมีแรงใจในการฝันฝ่าอุปสรรค จะเป็นแรงบันดาลใจจากผู้คนที่ประสบความสำเร็จ หรือใครสักคนที่มีอิทธิพลต่อชีวิตคุณก็ได้ จากนั้นก็ตั้งเป้าหมายเอาไว้ แล้วลองจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่คุณจะได้ จากความพยายามครั้งนี้ ถ้ามีคนอื่นมาทำหน้าที่เป็นพยานให้ด้วยก็ยิ่งดี เราจะได้มีคนมาคอยซ้ำเติมและให้กำลังใจ ในเวลาที่เรารู้สึกเบื่อหน่ายหรือไม่อยากจะสู้อีกต่อไปแล้ว เพราะคำพูดของคนเหล่าานั้น สามารถนำมาใช้เป็นแรงผลักดันให้เราก้าวข้ามผ่านอุปสรรคที่อยู่ตรงหน้าไปได้ เวลาที่มีคนพูดจาเหยียดหยาม ดูถูก หรือแม้แต่เหน็บแหนม ก็ขออย่าได้โต้ตอบใด ๆ ไม่ใช่เป็นเพราะคุณแม่ขอร้อง แต่เป็นเพราะต้องการให้คุณเปลี่ยนมุมมองต่างหาก เก็บเปลวไฟแห่งความโกรธเอาไว้ และแปรเปลี่ยนให้เป็นเปลวไฟแห่งการต่อสู้ เมื่อถึงเวลาที่คุณประสบความสำเร็จ ความพยายามของคุณจะทำหน้าที่ตอบแทนคนเหล่านั้นอย่างถึงใจเอง

     แต่ทั้งนี้ ทุกสิ่งในโลกล้วนไม่มีอะไรที่แน่นอน  คำกล่าวที่ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" ดูเหมือนมันจะใช้ไม่ได้กับทุกสถานการณ์ ซึ่งหมายความว่าคุณต้องได้รับโอกาส และอยู่ถูกที่ ถูกเวลาเท่านั้น จึงจะประสบความสำเร็จ เพราะถึงมีความพยายามมากแค่ไหน มันก็สู้อำนาจที่ยิ่งใหญ่ของเงินตราไม่ได้ บางคนใช้ความพยายามอย่างหนักในการทำงาน เพื่อไต่เต้าไปยังตำแหน่งที่สูงกว่า แต่ไม่มีเส้นสายเหมือนคนอื่นเค้า มันก็เหนื่อยเปล่า หรือยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่เราพบเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ในหน้าจอทีวี ไม่ว่าจะเป็นรายการประกวดหรือเรียลลิตี้ต่าง ๆ ซึ่งทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องของเป็นธุรกิจ ต่อให้คุณพยายามแข่งขันหรือฝึกฝนอย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้าคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเหตุผลในการโหวตของคนดูได้ คุณก็ต้องทำใจยอมรับความพ่ายแพ้ไปในที่สุด แต่มันไม่ใช่เรื่องที่น่าอายนะครับ เพราะอย่างน้อย คุณก็ยังแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่คุณมี ผมเชื่อว่า ถ้าเราใส่ความตั้งใจและความเชื่อมั่น ลงไปในความพยายามของเรา ยังไงซะ สิ่งที่ได้รับกลับมา มันคงไม่ได้มีแค่คำว่า "แพ้หรือชนะ" อย่างแน่นอน  เพราะถึงแม้ในตอนสุดท้าย เราอาจไม่ได้รับความสำเร็จในสิ่งที่หวัง แต่เราก็ยังได้รับสิ่งมีค่าที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือความภาคภูมิใจ ของผู้ที่สามารถเอาชนะหัวใจตัวเอง ^^

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สะสมความสุขให้กับหัวใจใน 365 วัน : Chapter 3 "หางานอดิเรกทำ"


     ตารางชีวิตใน 24 ชั่วโมง จะมีสักกี่ชั่วโมง ที่สามารถหลบหนีความวุ่นวาย แล้วเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในโลกส่วนตัวได้ เวลาที่เหลือนอกจากทำงาน ก็ใช้ไปกับการสังสรรค์ ท่องเที่ยว หรือไม่ก็นอน ชีวิตวนเวียนอยู่แบบนี้ไม่จบไม่สิ้น จนบางครั้งต้องมานั่งถามตัวเอง ว่านี่เราเป็นคนหรือหุ่นยนต์กันแน่ อืม..ถ้าจะให้หางานอดิเรกสักอย่างทำ แล้วจะทำอะไรดีล่ะ? อันที่จริงก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำไปทำไมและทำเพื่ออะไร?

     ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า "งานอดิเรก" ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ทำยามว่างที่เกิดจากความสนใจและความสนุกสนาน โดยไม่ได้คิดถึงผลตอบแทนหรือสิ่งแลกเปลี่ยนอื่น ๆ เป็นหลัก แต่ได้ประโยชน์ในแง่ของการเพิ่มพูนทักษะ ความรุ้ และประสบการ์ในด้านต่าง ๆ แต่ความจริงแล้ววัตถุประสงค์หลักของการทำงานอดิเรก คือการสร้างความพึงพอใจ ที่ให้ได้ทั้งกับตัวเองและก็ผู้อื่น ตัวอย่างงานอดิเรกง่าย ๆ เช่น อ่านหนังสือ เล่นดนตรี ร้องเพลง ปลูกต้นไม้ ทำอาหาร วาดรูป หรือสะสมอะไรสักอย่าง ฯลฯ ซึ่งเราจะกล่าวถึงอีกครั้งในบทต่อ ๆ ไป แต่ครั้งนี้ อยากให้ตั้งใจมองหาอะไรสักอย่างทำดู เพื่อให้เราไม่รู้สึกว่างหรือเบื่อหน่ายกับชีวิตมากจนเกินไป นอกจากจะช่วยให้เรามีความสุขแล้ว ยังสามารถพัฒนาไปสู่การแข่งขันหรือสร้างรายได้ให้กับเราอีกทางหนึ่งก็ได้ แต่ยังไม่ต้องคิดไกล แค่เริ่มต้นให้ได้ก่อนดีกว่า

     สมัยนี้อะไรก็เป็นธุรกิจไปหมด แม้แต่การทำงานอดิเรกก็จำเป็นต้องใช้เงินในการซื้อหาเหมือนกัน เช่นการสะสมในสิ่งที่ชอบ ถือว่าเป็นงานอดิเรกที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก เนื่องจากของแต่ละอย่างมีราคาแพง หากตั้งหน้าตั้งตาสะสมแบบไม่คิดชีวิต ก็ระวังกระเป่าจะแฟ่บก่อนสิ้นเดือนกันบ้างก็ดีนะครับ คุณหนู ๆ ที่อยู่ในวัยเรียน ก็เพลา ๆ ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เอาไว้สักหน่อยก็ดีนะครับ เมื่อก่อนผมเคยบ้าสะสมหนังสือ ทั้งการ์ตูนและเกม เรียกว่ามีกี่สำนักพิมพ์ออกมา ก็ซื้อมาเก็บไว้แบบไม่ลืมหูลืมตา ทั้ง ๆ ที่บางเรื่องไม่เคยดูด้วยซ้ำ หรือไม่สนุก แต่ถ้าลองได้ซื้อสักเล่ม ก็ต้องสะสมมันไปจนกว่าจะจบ ซึ่งไม่เคยคำนวณว่ามันเป็นเงินเท่าไหร่ จนมาเจอเรื่องสยองตอนที่ปลวกกินตู้หนังสือนั่นแหล่ะ ถึงได้น้ำตาซึม แต่มันก็ทำให้เราเข้าใจ ว่าเงินที่เราสูญเสียไปกับการสะสมในสิ่งที่เราชอบ มันมากจนหน้าตกใจ ตั้งแต่นั้นมาผมเลยเปลี่ยนมาสะสมแต่เรื่องที่ชอบแทน ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้มากโขอยู่ แต่สำหรับท่านที่ไม่ชอบสะสมเพราะกลัวรก ไม่มีที่เก็บหรือเปลืองเงิน ทางเลือกที่ทำง่ายที่สุด คือการใช้อินเตอร์เน็ตนี่แหล่ะ แต่ต้องใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ด้วยนะ เพราะอินเตอร์เน็ตมีทั้งดีและโทษ หากเราวุ่นวายกับมันมากจนเกินไป อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำลายชีวิตของเราก็ได้ งานอดิเรกที่ทำได้โดยใช้อินเตอร์เน็ต เช่น การนั่งดูสารคดีหรือสิ่งต่าง ๆ ผ่านทางเว็บไซต์ การค้นหาข้อมูล หรือเข้าร่วมกลุ่มกับผู้คนที่มีงานอดิเรกแบบเดียวกัน หรืออ่านบทความที่น่าสนใจจากเว็บไซต์ที่ชื่่นชอบ ก็ถือเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งเหมือนกัน

     เอาล่ะครับ มาถึงตรงนี้คงจะพอนึกออกกันแล้ว ว่าจะทำอะไรดี แต่ถ้าใครขี้เกียจหรือไม่อยากจะทำ ผมก็ไม่มีสิทธิว่าอะไรนะครับ เพราะวัตถุประสงค์หลักของผม คือการแนะนำวิธีในการสร้างความสุขให้กับทุกท่าน ซึ่งท่านจะนำไปทำตามหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่ท่านจะตัดสินใจกันเอาเอง แต่ถ้าวิธีของผมสามารถสร้างความสุขและความถึงพอใจให้กับท่านได้แม้เพียงน้อยนิด ก็ถือว่าการทำบล็อกนี้ คืองานอดิเรกที่ดีที่สุดของผมเลย ^^

สะสมความสุขให้กับหัวใจใน 365 วัน : Chapter 2 "หมั่นยิ้มให้ตัวเองบ่อย ๆ"

   
     สิ่งหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยมีชื่อเสียง นั่นคือ "รอยยิ้ม" ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มในรูปแบบไหน มันก็ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกเป็นสุขใจทั้งนั้น ยกเว้นแต่รอยยิ้มประเภท "แสยะยิ้ม" หรือ "ยิ้มแบบดูถูกถากถาง" เหมือนตัวร้ายในละครทีวีเท่านั้น ที่อาจจะเปลี่ยนจากความสุขใจกลายเป็นความหมั่นไส้ ขึ้นมาได้ในทันที

    บ่อยครั้งที่พบเห็นใบหน้าของผุ้คน เวลาที่เคร่งเครียดกับการดำเนินชีวิต ส่วนใหญ่มักจะนั่ง หน้านิ่ว คิ้วขมวด บึ้งตึง นี่ยังไม่รวมถึงอาการที่แสดงออกมาพร้อมสีหน้า เช่น อารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิด โกรธง่าย คล้ายคนเป็นบ้า บางรายก็ร้องไห้ เสียน้ำตา เพราะไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหายังไง ถ้าเป็นประเดี่ยวประด๋าวก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าทำบ่อยเกินไปจนเริ่มติดเป็นนิสัย คนรอบข้างก็คงไม่อยากจะเข้าใกล้เหมือนกัน เป็นผม ผมก็ไม่อยากมองหน้าคนที่วัน ๆ เอาแต่ทำหน้าเหมือนยักษ์วัดแจ้งหรอกนะครับ เพราะมันชวนให้เสียวสันหลังว่าจะถูกกินเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ สู้เอาเวลาไปมองหน้าคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะช่วยทำให้ผมรู้สึกสุขใจได้ คงจะเสียดีกว่า

    สิ่งที่ผมมักจะทำอยู่เสมอ เวลาที่ส่องกระจก คือการยิ้มให้กับตัวเอง เพราะมันเป็นวิธีที่ดีและง่ายที่สุดในการให้กำลังใจกับตัวเอง และการมองดูสีหน้าของตัวเองในกระจก เวลาที่เรารู้สึกไม่ดี มันจะช่วยให้เรามองเห็นการแสดงออกทางสีหน้าของเราในขณะนั้น ซึ่งถ้ามันแย่ขนาดที่เราเองยังไม่คิดอยากจะมอง ก็คงไม่มีใครที่ไหนเค้าอยากจะมองหน้าเราเหมือนกัน ทีนี้ เมื่อคุณรู้ตัวแล้ว ว่าใบหน้าของคุณเวลาที่มีปัญหามันดูแย่ คุณก็แค่ปรับเปลี่ยนความรุ้สึกบนใบหน้า จากแหล่งรวมความรู้สึกร้าย ๆ ให้กลายเป็นรอยยิ้มไปซะ คุณจะรู้สึกดีขึ้นแบบไม่น่าเชื่อ คราวนี้ ความรู้สึกต่าง ๆ ที่คุณมี มันจะเริ่มเบาบางลง เพราะเวลาที่คุณยิ้ม ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความสุข ที่ชื่อว่า เอนเตอร์ฟีน ออกมา ซึ่งมันช่วยทำให้สมองได้รับการผ่อนคลายและรู้สึกสบายขึ้นนั่นเอง

   ครั้งหนึ่งผมเคยทำงานเป็น call center ของบริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง แต่ไม่ขอเอ่ยชื่อนะครับ คำแนะนำจากรุ่นพี่ที่อบรม คือทุกคนควรจะมีกระจกเล็ก ๆ ตั้งเอาไว้ที่โต๊ะทำงาน ซึ่งประโยชน์ของมันไม่ใช่เอาไว้แต่งหน้า หรือมองหาผักชีที่ติดฟันหรอกนะครับ แต่มันเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยทำให้คุณสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิ์ภาพ เพราะไม่ว่าคุณจะเจอกับลูกค้าแบบไหน เพียงคุณมองเข้าไปในกระจก และเริ่มยิ้มไปพร้อม ๆ กับพูด น้ำเสียงและอารมณ์ของคุณจะดูเป็นมิตรขึ้นมาในทันที และสามารถเปลี่ยนบรรยากาศที่ตึงเครียด ให้กลายเป็นเรื่องเบา ๆ ได้ในพริบตา ซึ่งใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน การพบปะกับผู้คน หรือแม้แต่การปลอบใจตัวเอง

    สิ่งสำคัญที่สุด ที่คุณควรจะจำไว้เสมอ คือ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมองว่าคุณเป็นคนบ้า เพราะผมเชื่อว่ารอยยิ้มเป็นสิ่งวิเศษที่สุดที่ติดมากับตัวมนุษย์ทุกคน แต่หลายคนกลัวที่จะแสดงมันออกมา เอาล่ะ จากนี้ไป ไม่ว่าจะมีเรื่องราวเลวร้ายสักแค่ไหน ขอให้คุณเดินตรงไปที่หน้ากระจก แล้วยกมุมปากขึ้น เพื่อฝืนยิ้มให้กับตัวเอง ถึงแม้มันจะยาก แต่คุณก็รู้ว่าามันไม่ได้ลำบากจนเกินไป อย่างน้อยมันก็ทำให้คุณได้เห็น ว่าในช่วงเวลาที่คุณไม่เหลือใคร คุณก็ยังมีอีกคนหนึ่งที่เข้าใจ และพร้อมจะมอบรอยยิ้มให้กับคุณ ^^

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สะสมความสุขให้กับหัวใจใน 365 วัน : Chapter 1 "ทำใจให้รักในสิ่งที่ทำ"

  
     ไม่ได้เข้ามาเขียนบล็อกซะหลายวัน เพราะมัวแต่ยุ่ง ๆ กับการจัดการเรื่องงานที่มันยังไม่เรียบร้อย ซึ่งตอนนี้ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว เลยมีเวลาว่างเข้ามานั่งเขียนอะไรเพลิน ๆ สักหน่อย ก่อนหน้านี้ มีข่าวจากหลายกระแส ว่าในช่วงเดือนพฤษภาคม จะมีเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่เกิดขึ้น แต่ตอนนี้ทุกอย่างก็ยังคงอยู่ในเหตุการณ์ปกติ เชื่อว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีความกลัวซ่อนอยู่ในใจลึก ๆ ผมเองก็มีเหมือนกัน เพราะยังมีหลายสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ หรือยังรอที่จะทำอยู่ แต่ผมว่ามันก็ดีนะ เพราะมันช่วยให้เรารู้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรที่แน่นอน ฉะนั้นควรใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุด แทนที่จะมานั่งกลัวกลับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เราเอาเวลามาทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิตดีกว่า ก็เลยปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า ต่อจากนี้ไป ผมจะหาวิธีทำให้เกิดความสุขมานำเสนอให้กับทุกท่านเป็นประจำในระยะเวลา 365 วัน ซึงเชื่อว่า ถ้าท่านหากท่านสามารถนำวิธีเหล่านี้มาปฏิบัติให้ชีวิตมีความสุขได้ จากนี้ไป ต่อให้เจอเรื่องราวร้ายแรงแค่ไหน ท่านก็จะไม่รู้สึกเสียดาย เพราะใจของท่านมีความสุขมากพอแล้ว เอาล่ะ จะมัวช้าอยู่ทำไม เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า วิธีแรกที่นำมาเสนอคือ "ทำใจให้รักในสิ่งที่ทำ"

     โอย...แค่ข้อแรกก็เครียดซะแล้ว รู้ทั้งรู้ ว่าไอ้ที่ทำอยู่ บางทีมันก็ต้องทำเพราะความจำเป็น ด้วยภาระ หน้าที่ และความรับผิดชอบ จึงทำให้เราไม่มีสิทธิเลือก แล้วยังจะให้ทำใจให้รักอีก มันจะยิ่งทำให้ชีวิตต้องเหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิมไหม? คำตอบคือใช่! แน่นอนอยู่แล้วว่าคุณจะต้องเหนื่อยมากขึ้นแน่ ๆ แต่มันก็แค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ถ้ามาลองคิดดูให้ดี หากเรารู้สึกเบื่อหน่ายหรือไม่ศรัทธาในสิ่งที่เราทำ ไม่ได้เจาะจงเฉพาะเรื่องงาน แต่หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ผลักดันให้เราต้องปฏิบัติ เราก็จะไม่สามารถทำหน้าที่นั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าเราต้องจำใจกินในสิ่งที่เราไม่ชอบ เราก็อาจจะไม่อยากกิน ถ้าหิวมาก ๆ  ก็คงต้องจำใจกิน แต่สุดท้ายก็คงเหลือทิ้ง กินไม่หมด เพราะใจเราบอก สมองเราสั่งว่าไม่อยากให้กินนั่นเอง

     แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ แล้วเปิดใจยอมรับความจริงสักนิด เราอาจจะค้นพบว่า อาหารที่วางอยู่ตรงหน้า มันก็ไม่ได้เลวร้ายจนกินไม่ได้อย่างที่ใจเราคิดเลย การต้องฝืนใจให้รักในสิ่งที่เราไม่ได้ร้องขอ มันก็ย่อมจะยอมรับได้ยากกว่าสิ่งที่เราคุ้นเคยดีอยู่แล้ว วิธีที่ง่ายที่สุดคือการอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไร อดทนแล้วฝืนทำต่อไป แต่สุดท้ายมันจะได้อะไรนอกจากการแบกรับความทุกข์เอาไว้เพียงคนเดียว บางครั้งเราเองก็มักทำตัวเหมือนเด็ก เวลาที่เราต้องเจอกับปัญหาที่เราไม่อยากแก้ไข เราจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อปัดเอาภาระนั้นออกไปหรือไม่ก็ทำให้มันผ่านไปให้ไวที่สุด แต่พอถึงผ่านมาถึงจุดนึง เราก็จะรู้ว่า สิ่งที่เราทำมา ไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะเราไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าเราทำมันเพราะอะไร เมื่อมีปัญหา เราก็ไม่สามารถแก้ไขมันได้ด้วยตัวเอง เพราะเราไม่อยากจะรับรู้และใส่ใจกับมันนั่นเอง

     ผมไม่ได้มีเจตนา อยากจะกดดันหรือซ้ำเติมให้ทุกท่านรู้สึกแย่ไปกว่าเดิมนะครับ เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า ถ้าเราไม่ศรัทธาหรือใส่ใจในสิ่งที่ทำ ก็เหมือนกับเราไม่ได้ทำมันนั่นเอง เพราะผมเคยผ่านความรู้สึกกดดันแบบนั้นมาแล้ว และเคยต้องฝืนใจทำในสิ่งที่ใจไม่ชอบ สุดท้าย ผมก็ยอมแพ้โดยที่ไม่คิดจะต่อสู้อะไรเลยด้วยซ้ำ แต่มันก็คุ้ม เพราะทำให้ผมได้พบกับสิ่งที่มีค่าและมีความสุขมากกว่าเดิม ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีที่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ถ้ามันยังไม่ถึงเวลา เราก็ต้องเดินหน้าและลองทำมันต่อไป โดยพยายามโน้มน้าวความรู้สึกในใจ ให้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นที่ละนิด ทีละน้อย แต่ท้ายที่สุด ถ้าเรารู้สึกว่า มันเกินกว่าขีดจำกัดที่เราจะรับไหว ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนทนอีกต่อไป แล้วพยายามมองหาสิ่งใหม่ ๆ ที่คิดว่าเราจะสามารถอยู่กับมันได้ โดยไม่รู้สึกฝืนใจอีก...ก็พอ ^^